FAN-Fiction

[Civil War drabble] Thought [Stony]

posted on 28 Apr 2016 14:49 by farlyanar in FAN-Fiction

Title : Thought
Chapter : 1 [drabble]
Based on which MCU movie(s) : Captain America: Civil War
Pairing : Tony/Steve
Rating :
 PG
Warning :
Captain America: Civil War spoil, Tony’s POV
Notes :

โคตรมโนโอรีโอ้ โทนี่POV ยังเรื่อยเปื่อยและจับประเด็นไม่ถูกเพราะเพิ่งดูไปรอบเดียว โนควอลิตี้และOOCขั้นสุด

 

 

 

ผมมองสตีฟที่กำลังพิจารณาปากกาในมือ ยอมรับว่าแปลกใจที่ไม่รู้มาก่อนว่าพ่อกับเขาจะสนิทกัน…...ขนาดนั้น

 

ก็คิดว่าแค่มองเขาเป็นแค่ผลงานในการทดลองเฉยๆ แต่คงมีอะไรมากกว่านั้นล่ะมั้ง

พ่อน่ะเป็นคนที่มีคนเกลียดเยอะ แต่กับคนที่คบกันเป็นเพื่อนแล้วก็มักจะคบกันได้ยาวนาน ท่าทางคงเหมือนกับเรื่องที่เปลี่ยนคู่ควงบ่อยครั้ง แต่สุดท้ายก็มาลงเอยกับแม่จนได้นั่นแหละ

ผมรู้แค่ว่าสตีฟเป็นหนึ่งในผลงานที่พ่อภูมิใจ แต่ช่วงเวลาที่ได้ทำความรู้จักกันนั้นคงแสนสั้นสำหรับทั้งสองคน

สำหรับเรา...ผมไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น ก็เลย…..

 

ผมอยากให้เขาลงชื่อในสนธิสัญญาโซโคเวีย

 

ไม่รู้จะอธิบายออกมายังไงว่าผมเป็นห่วงเขา…..เหมือนกับที่ห่วงพวกเราทุกคน

ผมเองก็เกลียดไอ้สนธิสัญญาโง่ๆนี่ไม่ต่างจากเขา แต่มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ตอนนี้เพื่อปกป้องเพื่อน...ครอบครัวของผม ปกป้องทุกคน

 

และผมก็รู้ตัวด้วยว่าเพราะความพิเศษไม่เหมือนใครที่เขามี….มันมีอิทธิพลต่อผมอย่างยิ่ง...และทำให้ผมไม่เคยกล่อมเขาได้สำเร็จสักที

เป็นต้องใจอ่อนแล้วก็ล้มเลิกสิ่งที่อยากจะพูด

คิดไปคิดมาเวลาที่เราเถียงกัน เหมือนมีที่ว่างพิเศษบางอย่างในใจผมที่ทำให้คำพูดของเขามีพลังต่อความคิดมากเสียจนผมแทบไม่เคยชนะเขาเลย

ปากกาคู่ในกล่องนั้นอาจจะกล่อมเขาได้ ใครจะไปรู้



**********



เขาไม่ยอมเซ็น



ผมก็ว่างั้น

 

เราถึงต้องมาประจัญหน้ากันในสถานการณ์อย่างนี้

 

ผมไม่อยากให้ใครต้องเจ็บตัว และเชื่อว่าสตีฟเองก็เห็นตรงกัน ทว่าความคิดนั้นดูจะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่ยึดมั่นในคนละขั้ว

 

เพราะรู้ว่าคิดแบบนั้น

เพราะเข้าใจเหตุผลว่าทำไมถึงคิดแบบนั้นไงล่ะถึงยอมไม่ได้

 

เพราะเป็นเพื่อนกันถึงปล่อยให้ไปไม่ได้

เพราะเป็นเพื่อนกันจึงจำเป็นต้องทุ่มทุกอย่างที่มีเพื่อหยุดพวกเขาให้ได้

 

เห็นแก่ที่เราเป็นเพื่อนกัน

ผมจึงเดิมพันทุกอย่างเพื่อหยุดพวกเขาไว้ที่นี่

 

กระทั่งวิชั่นสอยไอร์ออนแพทริออทร่วงลงมานั่นแหละที่ผมสงสัยว่าตัวเองกำลังคิดผิด




ผมโทษเขา และเพื่อนของเขาในใจ

แม้ลึกๆแล้วผมจะรู้ดีว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขาก็ตามที




**********

 

หิมะของไซบีเรียเย็นเยือกเข้าไปถึงกระดูก

ถ้าถอดเกราะอยู่ผมคงจะพูดแบบนั้น

 

แต่ตอนนี้ที่เย็นยิ่งกว่าคงเป็นในหัวผม



วันที่นั้น

ถนนที่คุ้นตานั่น…

 

อะไรที่กำลังจะเกิดขึ้นในวิดีโอตรงหน้าที่ทำให้ผมรู้สึกทรมานอย่างประหลาด

“นี่มันอะไร….”

แม้ปากจะตั้งคำถาม แต่ในใจของผมรู้ดีอยู่แล้วว่ามันคืออะไร

เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าทำไม

เหมือนสมองจะหยุดตัวเองไม่ให้คิดถึงเหตุผลที่ผมควรจะคิดออกได้ในวินาทีนั้นไปชั่วขณะ แต่นั่นก็ทำให้ผมเห็นรอยยิ้มชั่วร้ายหลังกระจกที่ถูกส่งมาให้

 

รถเก๋งคันนั้นพุ่งชนต้นไม้อย่างแรงจนเกิดไฟลุกที่ห้องเครื่อง และเงาร่างที่ถูกมัจจุราชลากออกมานั่นก็คือพ่อของผม

 

และการที่สตีฟยอมรับว่าเขารู้...ว่าเพื่อนที่เขายอมทุ่มทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือเป็นคนที่ฆ่าคนที่ทำให้เขามีทุกวันนี้ได้

ผม

ปวดใจ

ภาพของอาร์ครีแอคเตอร์ที่เพ็พเอาไปใส่กรอบพร้อมกับข้อความ “เครื่องยืนยันว่าโทนี่ สตาร์คมีหัวใจ” ดูจะหัวเราะเยาะผมอยู่ในความคิด

 

ผมเสียใจ

 

ผมรู้ว่าสักวันหนึ่งพ่อจะตาย

ผมถึงกับเคยคิดว่าคงไม่แปลกถ้าพ่อจะถูกใครสักคนสั่งฆ่า

และคิดว่าพอวันนั้นมาถึงเข้าจริงๆ ก็คงเสียใจกับเรื่องที่คาดการณ์ไว้แล้วนิดหน่อย

ผมไม่ได้เย็นชาหรือใจร้ายไปใช่ไหม?

แต่ภาพที่แม่ของผมถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมนั้น..ผมรับไม่ได้

แม่ไม่ผิดอะไรเลย

แม่แค่อยู่ตรงนั้น….

และต้องตายไปอย่างทรมาน

 

รสขมปร่าอบอวลในคอ รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าอยากจะอาเจียน

 

แล้วก่อนที่จะรู้ตัว หลังมือก็ฟาดเข้าไปที่หน้าสตีฟจนเขากระเด็นไป

ผมไม่ได้ไม่รู้สึกผิด แต่ผมโกรธเขามากกว่า

และในความโกรธนั้นก็มีความรู้สึกหวิวๆบางอย่างในใจเสียด้วย

..เสียใจ

 

เมื่อรู้ว่าเพื่อนของเขาคือวินเธอร์โซลเยอร์….และเมื่อรู้ว่าสตีฟยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเพื่อน มันก็คล้ายเป็นไฟลท์บังคับให้ผมต้องทำใจไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

เขาไม่ปล่อยให้ผมหรือใครทำร้ายเพื่อนของเขาแน่

และใช่ว่าจะไม่มีความเป็นไปได้ที่บาร์นส์จะถูกส่งมาเพื่อฆ่าคนที่อยู่ใกล้ชิดผม ซึ่งอาจเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น

 

ถ้าหากเขาบอกผมก่อนหน้านี้ ผมก็คงทำได้แค่เพียงต้องยอมรับมันได้ในสักวันนึง

แต่สตีฟไม่บอก

อาจจะเพราะรักเพื่อน หรืออาจจะเพราะกลัวผมเจ็บแค้นจนทำร้ายเพื่อนของเขา..ซึ่งผมก็แค้นจริงๆนั่นล่ะ

แต่ถึงอย่างนั้น

ชั้นน่ะ…..ไม่มีค่าพอที่นายจะพูดความจริงด้วยเลยรึ



**********



สตีฟพยายามทุกอย่างจริงๆที่จะช่วยให้เพื่อนของเขาหนีออกไปได้

ทุกอย่าง….โดยไม่สนสวัสดิภาพและความปลอดภัยของตัวเองเลย

ผมมองเขาพลางพยายามใช้ไอพ่นบนขาที่เหลือเพียงข้างเดียวเพื่อจะลงพื้นอย่างนิ่มๆ แถมยังรู้สึกเหนื่อยและเศร้าใจ

ยิ่งได้ยินแบบนั้น...

 

“เขาเป็นเพื่อนชั้น”

 

ผมปวดใจยิ่งกว่าเดิม

ก็ใช่

 

“ชั้นก็เคยเป็น”

 

อย่างน้อยที่สุด…...เราเองก็เป็นเพื่อนกัน

 

ผมยอมรับว่าพูดออกไปอย่างขมขื่น ปนกับน้อยใจนิดๆล่ะมั้ง

แต่ผมรู้ดีว่าสำหรับผมเขาเป็นมากกว่านั้น

มันถึงยิ่งเจ็บไงล่ะ



และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ผมยอมปล่อยเขาไป



****************




ผมยังนอนอยู่ตรงนั้นต่ออีกหลายชั่วโมงหลังจากสตีฟพาเพื่อนของเขาจากไป

 

สตีฟไปแล้ว..

 

ความมืดค่อยๆโรยตัวลงมา เกล็ดหิมะหนาวเหน็บโปรยปรายอยู่ข้างนอก มีบางส่วนลอยผ่านเข้ามาในอาคารจากช่องอากาศบานใหญ่และตกลงมาคลุมชุดเกราะ ผิวหน้าที่ไร้เกราะและหน้ากากเหล็กเพราะถูกสตีฟกระชากออกไปนั้นผมรู้สึกได้ว่ามันเย็นเฉียบ

 

เขาไปแล้ว

 

และผมเข้าใจดีทีเดียวล่ะว่าทำไม

 

ฟรายเดย์พยายามกระตุ้นให้ผมเรียกทีมช่วยเหลือ แต่ว่าผมปฏิเสธ ถึงอย่างนั้นเจ้าหล่อนก็เลยพยายามส่งเสียงเรียกผมทุกสิบนาทีเพราะกลัวผมแข็งตาย

ก็แค่อยากอยู่นิ่งๆ คิดอะไรนิดหน่อยแท้ๆ

ความช่างจุ้นไม่ได้ผิดกับจาร์วิสเลยจริงๆ

ถึงจะทอดถอนใจอย่างนั้นแต่ผมก็ไม่คิดจะเปลี่ยนเธอออกหรอก ก็สร้างมากับมือนี่นะ

 

สายตาผมทอดมองโล่ที่เขาปลดมันบนพื้น.

 

‘โล่นั่น นายไม่คู่ควร’

 

ผมพูดออกไปด้วยอารมณ์รุนแรง สีหน้าของเขาตอนที่ปลดมันทิ้งจึงอธิบายไม่ถูกสำหรับผม….แต่ผมเชื่อว่าเขาเสียใจ

ผมไม่ได้ตั้งใจ

แต่ผมห้ามใจตัวเองไม่ให้พูดมันออกมาไม่ได้

 

กี่ครั้งแล้วที่การพูดและไม่ยอมพูดของเราต่างทำร้ายซึ่งกันและกัน

ผมอาจไม่ได้เจอสตีฟอีก

หรือพูดให้ถูกคือ…. เขาอาจไม่ยอมมาให้ผมเจอหน้าอีก

 

ผมเข้าใจเขาและผมรู้ว่าสตีฟเองก็เข้าใจความคิดของผมดี

เหตุผลของเรานั้นเหมือนกัน

ต่างจากที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิงเมื่อในโมงยามสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกันนั้น ผมพบว่าในวันนี้เราเข้าใจความคิดของกันและกันจนน่ากลัว

 

แค่

 

ผมห้ามอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองไม่ได้

เขาเองก็ด้วย

 

ผมมีสิทธิ์ที่จะเสียใจ

 

สตีฟเองก็มีสิทธิ์ที่จะเดินจากไป



เราเดินกันบนคนละเส้นทางมาตั้งแต่ต้น แม้ไม่ใช่เส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ แต่ก็เป็นคล้ายวงกลมที่มีเพียงบางส่วนที่เหลื่อมกัน

เมื่อไม่มีที่จุดบรรจบกันอีกต่อไป  ก็เป็นเพียงเส้นทางที่ต่างคนต่างเลือกเดิน

 

ผมเข้าใจ

 

และ...เหมือนกับที่คิดอยู่ทุกวัน…..

ผมจะคิดถึงคุณ



**********



น่าเกลียดจริงๆ ผมไม่ได้แปลก (strange) อะไรสักหน่อย อย่ามาเรียกผมว่าแปลกสิ! แล้วทำไมคนอย่างโทนี่ สแตรงจ์ (หรือคือผม!)ต้องมีโต๊ะทำงานอยู่หน้าห้องน้ำด้วย! โรห์ดี้นี่เหลือเกินจริงๆ อย่าเล่นมุขประหลาดตามตาลุงคนส่งของสิ

 

ถึงอย่างนั้นผมก็ดีใจที่เห็นเขายิ้มได้..