[Ex-SHIELD] Mission-4 : Tatyana Drake

posted on 28 Sep 2015 21:58 by farlyanar in ExteenCommunities

เอ็นทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ

Mission 4 : To the base

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   

ทาเทียน่าเคยแอบนึกอยากให้ควินเจ็ทของเธอมีระบบสเตลธ์บ้าง

แน่นอนว่าไม่ใช่สเตลธ์บ้านๆแบบที่USAFใช้ใน F-35 แต่เป็นสเตลธ์ระดับสูงแบบที่ใช้ในเฮลิแคริเออร์ต่างหาก

เพราะถ้ามีแบบนั้น เธอคงไม่ต้องปวดหัวในการหาวิธีบินเข้าคิวบา โดยที่ต้องไม่ให้กองทัพอากาศของอีกฝ่ายยิงเธอตกกลางทะเลแคริบเบียน ก็อย่างที่รู้ๆกันว่าคิวบาเป็นไม้เบื่อไม้เมากับอเมริกามานานปี แน่นอนว่าพวกเขาไม่ค่อยอยากต้อนรับอเมริกันชนนัก ยิ่งกับชิลด์ที่บวกเขามองว่าก็ครือๆกับหน่วยงานสืบราชการลับทั้งหลายแหล่อย่าง FBI CIA หรือ NSA นั่นทำให้พวกเธอยิ่งไม่เป็นที่ต้อนรับเข้าไปใหญ่

เท่าที่เธอรู้ หากว่ามีเอเจนต์ของชิลด์ถูกส่งมาปฏิบัติงานในคิวบา พวกเขาจะใช้วิธีแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว และเดินทางเข้ามาด้วยสายการบินพานิชย์เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตของเจ้าหน้าที่ทางการ เมื่อพวกเขาสามารถผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองมาได้ เมื่อนั้นถึงจะได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ชิลด์ที่ประจำในฐานฮาวาน่า

แต่นั่นแหละคือสาเหตุที่ทำให้เธอ หัวหน้าครูซ และเอเจนต์ฟาเบียงถูกสั่งให้มาที่นี่ในวันนี้ ฐานปฏิบัติการของชิลด์ในฮาวาน่านั้นไม่เคยมีการใช้งาน และไม่เคยมีเอเจนต์ที่ถูกส่งมาประจำการในคิวบาเนื่องจากเหตุผลทางด้านความปลอดภัย และเพราะเหตุนั้นฐานแห่งนี้จึงถูกสั่งปิดไปนานหลายมาปีแล้ว ถ้าคิดตามความน่าจะเป็นมันก็ควรจะถูกทิ้งร้าง หากระบบของชิลด์ในฐานกลับแจ้งเตือนว่ามีการเคลื่อนไหวแปลกๆที่ไม่ควรจะมีเกิดขึ้นภายในฐาน ซึ่งดูผิดปกติเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นหน้าที่ของพวกเธอสามคนที่จะมาตรวจสอบให้รู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่

ยิ่งหลังจากที่พบว่ามีคนของไฮดร้าแฝงตัวเข้ามาในชิลด์ ทำงานด้วยกัน อยู่ร่วมกัน นานแค่ไหนแล้วที่ไฮดร้าอาศัยความไว้ใจของคนในเพื่อบั่นทอนความมั่นคงขององค์กรแห่งนี้ และนานแค่ไหนแล้วที่ชิลด์มีความเชื่อแบบผิดๆว่าพวกเขาสามารถควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในกำมือได้

ผลน่ะหรือ....

ชิลด์ในตอนนี้เรียกได้ว่าอยู่ในภาวะไม่มั่นคงอย่างรุนแรง เอเจนต์ที่เหลืออยู่เรียกได้ว่าแทบไม่เหลือความเชื่อมั่น อันที่จริง...แม้แต่ตัวเธอก็เริ่มไม่แน่ใจว่าควรเชื่ออะไรได้อีกนอกจากตัวเอง

และคำตอบของคำถามนั้นคือ เธอต้องหาดูและคิดด้วยตัวเองว่าควรเชื่อใคร

ตอนที่ได้รับภารกิจจากเอเจนต์แจ็ค หัวหน้าครูซก็พยักหน้าให้เอเจนต์ฟาเบียงกับเธอพาไปเงียบๆ หญิงสาวเดินนำทั้งสองเข้าไปเข้าไปในห้องแล็บประจำของตนก่อนจะหันมาปิดล็อคประตู

พวกเขาทั้งสามใช้เวลาหลายชั่วโมงในการแจกแจงรายละเอียดภารกิจและกำหนดหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละคน หลังจากซักซ้อมจนเข้าใจกันเป็นอย่างดีแล้วครูซก็ยื่นปืนไอเซอร์ให้เธอและเอเจนต์ฟาเบียงคนละกระบอก

‘สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน’ เธออธิบายความสามารถของมันให้ฟังแล้วปิดท้ายด้วยการว่าไว้แบบนั้น

“เอเจนต์เดรค ได้รับรหัสช่องสัญญาณจากเอเจนต์มุราคามิรึยังคะ?”

เธอมั่นใจว่าตัวเองเผลอเหม่อลอยไปเล็กน้อย จึงทำให้ตอนที่หัวหน้าครูซทักขึ้นมาในความเงียบ..อันที่จริงก็ไม่เงียบเท่าไหร่...เธอถึงคิดว่าตัวเองเผลอสะดุ้งเล็กน้อย

“รับรหัสแล้วค่ะ จัดการเปลี่ยนแปลงเรียบร้อย”

หญิงสาวอีกคนพยักหน้ารับ

“ดีแล้วค่ะ...สรุปว่าการลงจอดเราจะมีปัญหามั้ย”

พอได้ยินอีกฝ่ายถามแบบนั้นเธอก็นึกถึงเรื่องอุปกรณ์สเตลธ์ขึ้นมาอีกรอบ

แต่สุดท้ายเธอก็พาทุกคนมาถึงคิวบาโดยสวัสดิภาพ โดยเลือกซ่อนควินเจ็ตไว้ในโกดังแห่งหนึ่งนอกเมืองฮาวาน่าก่อนจะติดต่อให้รถลีมูซีนของโรงแรมมารับพวกเขาที่ใกล้ๆกันนั้น รถหรูของโรงแรมมีระดับในฮาวาน่าคันนั้นทำให้หลายๆคนถึงกับต้องหันมาจ้องมองอย่างสนอกสนใจ

หน้าฉากของพวกเขาในการมาเยือนคิวบาครั้งนี้คือนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์สาวสวยผู้กำลังมองหาที่ทางสำหรับสร้างธุรกิจแห่งใหม่ พร้อมกับเลขาและบอดี้การ์ด ซึ่งทั้งสามได้ทำให้ผู้จัดการเห็นว่าพวกเขาควรค่าที่จะได้รับการเทคแคร์เป็นอย่างดี

วันแรกในฮาวาน่าผ่านไปเงียบๆด้วยการบรีฟงานและเตรียมความพร้อมเป็นครั้งสุดท้าย

เช้าวันรุ่งขึ้น ครูซในชุดเดรสสีแชมเปญเดินนวยนาดออกมาจากห้อง ตามด้วยเธอที่สะพายกระเป๋าเอกสารตามรูปแบบของเลขาที่ดี และเอเจนต์ฟาเบียง เรห์ ในมาดของบอดี้การ์ด

วันนี้พวกเธอจะเดินทางไป ‘ติดต่อธุรกิจ’ ตามที่แจ้งกำหนดการเพื่อขอใช้รถลิมูซีนของโรงแรมเอาไว้ และที่ๆพวกเขากำลังจะเดินทางไปก็ถือว่าเป็นเขตที่ดินรอการพัฒนาที่อยู่ในความสนใจของบรรดานักธุรกิจหลายๆคน ผู้จัดการกระวีกระวาดลงมาส่งพวกเขาขึ้นรถพร้อมกับสอบถามความตั้งการอื่นๆยามเมื่อพวกเขากลับมาถึงจนทำให้ต้องเสียเวลาไปพอสมควร แต่กระนั้นพวกเขาก็ได้ฤกษ์ออกเดินทาง

รถพาพวกเธอมาถึงฝั่งหนึ่งของเมืองฮาวาน่าและจอดตรงริมฟุตบาธ เอเจนต์ฟาเบียงลงรถเป็นคนแรกก่อนจะเปิดประตูให้ครูซเดินลงเป็นคนถัดไป

“กลับไปก่อนได้เลยนะจ๊ะ ถ้าเสร็จธุระแล้วฉันจะให้เลขาโทรเรียก”

ครูซหันมาบอกคนขับพร้อมรอยยิ้ม เธอลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่างาม ส่วนทาเทียน่าก็พยักหน้าหงึกๆ ย้ำกับเขาอีกครั้งก่อนจะขยับตัวตามลงไป “ฉันจะโทรตามคุณค่ะ”

พวกเขามองไปรอบๆ ตรงหน้าคือที่ตั้งของร้านตัดผมเก่าๆ กล่องไฟหมุนแบบที่จะมีติดทุกหน้าร้านตัดผมถูกอะไรบางอย่างชนจนแตก ไม่มีเศษกระจกในบริเวณรอบๆนั่นหมายถึงว่ามันอาจจะเกิดขึ้นมานานแล้ว มีกระดาษหนังสือพิมพ์ปุปะฉีกขาดแปะทับบนกระจกหน้าต่าง ซ้ำยังถูกตีปิดด้วยแผ่นไม้บางๆที่โดนฝนจนเริ่มเปื่อย รอบร้านมีร่องรอยการถูกพ่นสีเป็นจุดๆกระดำกระด่าง ป้ายอะคริลิกสีซีดบนกระจกที่พอมองลอดเข้าไปเห็นนั้นถูกพลิกโชว์ไว้ด้วยคำว่า ปิด ระหว่างที่พวกเขามองสำรวจภายนอกคนเดินถนนสองสามคนก็ยืนมองพวกเขาด้วยความสนใจ แต่เมื่อเอเจนต์ฟาเบียงถอดแว่นกันแดดเสียบไว้กับกระเป๋าเสื้อแล้วปรายตาไปมอง คนเหล่านั้นก็พากันสาวเท้าหนีไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นว่าปลอดคน ชายหนุ่มจึงไขประตูเปิดเข้าไปเป็นคนแรก ตามด้วยครูซ และทาเทียน่าตามเข้าไปเป็นคนสุดท้าย

เธอต้องใช้เวลาชั่วครู่ในการปรับสายตาให้เข้ากับความมืดภายในร้าน ในขณะที่เอเจนต์ฟาเบียงเดินไปหาสวิตช์ไฟที่ใกล้ที่สุด เขาทดลองกดไปมาสองสามครั้งก่อนจะจุ๊ปาก

“ไม่ติดแฮะ รึว่าหลอดมันจะขาด แผงไฟอยู่ที่ไหนล่ะเนี่ย”

เขาบ่นพลางเดินวนในร้านแคบๆเพื่อหาคัทเอาท์ ระหว่างที่ภายในร้านยังอยู่ในความมืด แสงจากภายนอกที่สาดเข้าไปทางประตูร้านก็ส่องให้เห็นละอองฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นมาในอากาศ

จะว่าไป....ตามปกติฝุ่นในที่อับมันควรจะฟุ้งแบบนี้เหรอ?

“ฝุ่นนี่มันฟุ้งแปลกๆ”

เธอบ่นเบาๆก่อนจะก้าวลึกเข้าไปภายใน ดูเหมือนเอเจนต์ฟาเบียงจะหาวิธีการเปิดไฟได้ในที่สุด หลอดฟลูออเรสเซนต์บนเพดานส่งเสียงเบาๆน่ารำคาญหู มันกะพริบเล็กน้อยก่อนจะสว่างวาบอย่างเกียจคร้าน

“ไม่ใช่แค่ฝุ่นนะ” ครูซว่า “ฝุ่นบนพื้นมันดูน้อยผิดปกติ อย่างกับว่ามีใครเคยพยายามทำความสะอาดที่นี่แล้วเกิดถอดใจขึ้นมากลางทางงั้นแหละ”

“จะว่าไปอาจเป็นพวกงัดแงะก็ได้นะ พอเข้ามาในร้านได้เลยทำให้ระบบทำงาน”

“แต่มันก็ไม่มีร่องรอยรื้อค้นนี่นา”

“มันอาจจะไม่รู้ว่าจะรื้ออะไรดีก็ได้ มีแต่ชั้นกับเก้าอี้เปล่าๆ” ทาเทียน่ารู้สึกว่าตัวเองพูดไปพลางส่ายหน้าไปพลาง “ว่าแต่ทางเข้าออกฉุกเฉินของฐานคือ...ในห้องน้ำแคบๆนี่น่ะเหรอ”

ห้องน้ำแคบๆที่เธอว่า เป็นห้องน้ำขนาดเล็กที่ตั้งห่างออกไปทางด้านหลังร้าน ขนาดของมันกะด้วยสายตาคร่าวๆคงไม่น่าจะเกิน 1.5x2.5 เมตรเสียด้วยซ้ำ

“ถ้ามีประตูลับอยู่ในนี้จริง หวังว่าข้างล่างคงไม่มีบาซิลิสก์นะ”

ทาเทียน่าไม่แน่ใจว่าเสียงใครที่พูดติดตลกขึ้นมา เพราะมันเกิดขึ้นพร้อมๆกับที่ระบบขอประตูส่งเสียงหึ่งๆเพื่อเริ่มทำงาน และเธอก็จามด้วยผลจากฝุ่นและกลิ่นอับ

ใช่ ประตูลับน่ะมันมีจริง แต่บาซิลิสก์น่ะนะ....มันไม่มีจริงหรอก?

ก่อนจะรู้ตัวพวกเขาก็มาถึงฐานที่อยู่ใต้ดิน ประตูดีดเปิด ไฟติดพรึบขึ้นพร้อมเสียงสะท้อนที่ดังก้องในห้องใต้ดินเงียบๆ

พวกเขาสามคนเดินไปตามทางเดินมืดสลัวค่อยๆสำรวจไปทีละห้อง จนกระทั่งพบเข้ากับห้องว่างๆที่มีโต๊ะทำงานตั้งโดดเดี่ยวกลางห้อง ครูซปราดเข้าไปที่มันทันทีก่อนจะเริ่มเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ซ่อนอยู่ในโต๊ะตัวนั้น สีหน้าของเธอดูโล่งใจที่เห็นว่ามันยังทำงานได้เป็นอย่างดี ก่อนที่หญิงสาวจะเสียบของชิ้นเล็กๆไปที่ตัวเครื่องและเริ่มพรมนิ้วลงไปบนคีย์บอร์ด

ตามที่ตกลงกัน พวกเธอจะทำ ‘เกินคำสั่ง’ ที่ได้รับมาไปสักนิดหน่อย นั่นคือการแบ็คอัพข้อมูลของฐานเก็บไว้เพื่อการตรวจสอบ ในระหว่างนี้เอเจนต์ฟาเบียงและทาเทียน่าจึงได้แต่ยืนเฝ้าระวังภัยและมองไปรอบๆ

ข้อมูลที่ครูซทำการแบ็คอัพดูท่าจะมีขนาดใหญ่พอสมควรเพราะกว่าจะเสร็จก็เสียเวลาไปพักใหญ่ เธอตรวจสอบข้อมูลที่ได้มาอีกครั้งก่อนจะดึงอุปกรณ์ออกและจัดการปิดเครื่อง

“ถ้างั้นเราก็ไปกันเถอะ”

เสียงพูดเรียบๆของครูซดังขึ้นพร้อมกับเสียงดังสนั่นของอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเธอสามคนถึงกับสะดุ้งสุดตัว

รู้ตัวอีกทีทาเทียน่าก็ดึงไอเซอร์ติดมือขึ้นมาแล้ว

แทนที่จะเป็นบาซิลิสก์ อาจจะเป็น ‘ปลาหมึก’ ซะมากกว่าล่ะมั้ง



------------------------------------------------------------



ค่อนข้างครีปปี้และไม่ปะติดปะต่อพอสมควรเพราะบางส่วนต้องเขียนเชื่อมกันในมือถือ บางทีบางจุดอาจจะอ่านไม่รู้เรื่อง /กราบ รู้สึกว่าเขียนเชื่อมได้ไร้ทั้งนวัตกรรมและวัฒนธรรมมาก /ตาย

และไม่รู้ว่าจะพวกเขาหรือพวกเธอดี /themแม่ม /ผิดว้อยยย

แถมโผล่ไปคุยรายละเอียดกับคนอื่นน้อยมากด้วยแงงงงงงงงงงงงงงง /กราบ

ขอส่งไปก่อนละพรุ่งนี้กลับถึงกรุงเทพจะอัพลงxtดีๆอีกรอบนะก๊ะ /กราบรัว มาอัพอีกรอบแล้วค่ะ /ตายแรง