[EHW] Eremes Zingerese - Laurel

posted on 17 May 2015 20:55 by farlyanar in ExteenCommunities
เอ็นทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
'เป็นหัวข้อที่น่าสนใจดีแฮะ'
 
เอเรเมสนึกในใจ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ตำนานของพวกมักเกิ้ลดูๆไปก็ท่าทางจะสนุกดี เอามานอนอ่านเล่นสักพักคงช่วยคลายความเบื่อระหว่างที่คิดการบ้านไม่ออกนี่ไปได้บ้าง
 
พอคิดได้ดังนั้นเขาก็พลิกตัวกลับมาและเริ่มอ่าน..
 
 
 
 
 
 
 

ตำนานเทพอะพอลโลกับมงกุฎใบลอเรล:


ต้นเบย์ลอเรล (Bay laurel – Evergreen bay laurel ก็เรียก) หรือที่เรียกกันทั่วไปในชื่อว่าต้นลอเรล (Laurel) เป็นพืชยืนต้นขนาดเล็กที่มีความสำคัญต่อวัฒนธรรมของมนุษย์มาช้านาน มนุษย์รู้จักการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้มาตั้งแต่ก่อนสมัยคริสตกาล ใบของพืชชนิดนี้นั้นถูกเก็บไปแปรรูปเป็นเครื่องเทศที่เรารู้จักกันดีในชื่อใบกระวาน หรือเบย์ลีฟ (Bay leaf) ผู้คนมักสับสนระหว่างใบกระวานและต้นกระวานว่ามีที่มาจากพืชชนิดเดียวกัน แต่อันที่จริงแล้วใบกระวานนั้นเป็นผลิตผลของพืชในตระกูลของอบเชย และเป็นพืชท้องถิ่นที่ปลูกกันมากในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (บางแหล่งข้อมูลก็อ้างอิงว่า ตามจริงแล้วใบตากแห้งซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ทำเครื่องเทศนั้นเป็นใบของต้นเทพธาโร ซึ่งมีกลิ่นหอมฉุน และรสเผ็ดร้อน) ในขณะที่กระวาน (Cardamom) ซึ่งมีลักษณะเป็นเมล็ด ถูกเก็บมาจากต้นของพืชในตระกูลกระวาน ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นในอินเดีย เนปาล และภูฏาน เหตุที่ในบางท้องถิ่นเรียกเบย์ลีฟว่าใบกระวานนั้นก็เพราะกลิ่นที่คล้ายกัน นอกจากนี้ก็พบว่าบางตำราให้คำจำกัดความกลิ่นของใบลอเรลว่าออกไปทางคล้ายกับออริกาโนหรือโหระพา 

ในปัจจุบัน ลอเรลทั้งใบแห้งและใบสดมักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องแต่งกลิ่นรสสำหรับอาหาร (ใบสดจะมีความหอมมากกว่าใบแห้ง) โดยมากจะพบอยู่ในบรรดาเครื่องปรุงของอาหารตะวันตก ใบลอเรลมักถูกใช้เพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติในซุป สตูว์ ซอสปรุงรส ใช้กับอาหารประเภทเนื้อสัตว์เพื่อดับกลิ่นคาว ไปจนถึงเป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่ม หรือผสมร่วมกับเครื่องเทศชนิดอื่นๆให้ได้กลิ่นตามที่ต้องการ ใบลอเรลยังถือเป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่ใช้ได้ในหลากหลายสูตรอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะพบมากในหมู่อาหารเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้เรายังสามารถสกัดน้ำมันหอมระเหยได้จากใบลอเรลอีกด้วย เชื่อกันว่าน้ำมันนี้มีสรรพคุณยาขับประจำเดือน ขับเหงื่อ และรักษาโรคมะเร็ง แก้ไข้เซื่องซึม รักษาอาการปวดข้อ ปวดประสาท และช่วยให้กระเพาะอาหารทำงานเป็นปกติ...

 

เอเรเมส: .๐(ไอ้กลิ่นแหลมๆแปลกๆในพวกสตูว์ ...หรือว่ามันคือกลิ่นไอ้นี่เองงั้นเหรอ?)

 

...แต่สิ่งที่ทำให้ลอเรลเป็นต้นไม้ที่มีความพิเศษในที่นี้ไม่ใช่สรรพคุณทางยาหรือกลิ่นรสที่ติดจมูกติดลิ้น หากเป็นความหมายในเชิงสัญญะและที่มาของมันจากเทวตำนานกรีก-โรมัน

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของต้นลอเรลนั้นคือ ‘laurus nobilis’ ซึ่งความหมายในภาษาละตินของทั้งสองคำอันได้แก่  laurus คือ ชัยชนะ, ความสำเร็จ ส่วน nobilis หมายถึง สถานะอันสูงศักดิ์หรือความข้องเกี่ยวกับราชวงศ์ โดยรวมแล้วความหมายเชิงสัญญะของต้นลอเรลก็คือ ชัยชนะ ความสูงศักดิ์ ความเป็นนิรันดร์ สติปัญญาที่ยอดเยี่ยมเหนือผู้อื่น การหยั่งรู้อนาคต การได้รับชื่อเสียงและการยกย่องอย่างสูง และการเข้าใจภาพในองค์รวมได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งทำให้เรามักพบการใช้ใบลอเรล (เป็นช่อ มงกุฎ หรือเป็นดอก) ในงานศิลปะเพื่อสื่อถึงความหมายแฝงเหล่านี้

ยิ่งไปกว่านั้น ในเทวตำนานกรีก-โรมัน ต้นลอเรลถือว่าเป็นพืชสักดิ์สิทธิ์ และพืชชนิดนี้ยังเป็นพืชประจำตัวของสุริยเทพอะพอลโล ในงานศิลปะหลายๆชิ้นเราจะพบว่าศิลปินมักให้อะพอลโลสวมมงกุฏใบลอเรลไว้เหนือศรีษะ ซึ่งตามธรรมดาแล้วการที่เทพเจ้าใช้สิ่งของใด หรือมีสิ่งประจำตัวอะไรบางอย่าง มักจะมีนัยยะหรือที่มาที่ไปอันผิดธรรมดาอยู่เสมอ

อะพอลโล (Apollo) เป็นเทพเจ้าในเทวตำนานของกรีก ตามตำนานกล่าวว่าอะพอลโลนั้นเป็นบุตรของมหาเทพซุส (Zeus) ผู้ปกครองภูเขาโอลิมปัส กับนางลีโต (Leto) เทพีเฮร่า (Hera) ผู้เป็นชายาของซุสไม่พอพระทัยมากที่พระสวามีเที่ยวมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นไปทั่ว นางจึงส่งคนออกตามล่าพวกนางเหล่านั้นอยู่เนืองๆ หนึ่งในนั้นก็รวมถึงนางลีโตด้วย

เมื่อถูกตามล่า นางลีโตก็หนีจากถิ่นฐานที่อยู่เดิมไปเรื่อยๆ รวมถึงหนีจากการตามล่าของไพธอน (Phython) งูยักษ์ที่เฮร่าส่งมาด้วยหวังจะสังหารนางเสีย ระหว่างการเดินทางต้องประสบความลำบากและอันตรายมากมาย แต่ในที่สุดแล้ว นางลีโตก็หนีภัยมาถึงทะเลและพบเกาะสองเกาะจึงข้ามไป  จากนั้นนางลีโตก็ให้กำเนิดฝาแฝดหญิงชาย โดยนางให้กำเนิดอาร์เธมิส (Artemis)เทพีแห่งการล่า สัตว์ป่า พรหมจรรย์และผู้พิทักษ์หญิงสาว ณ  เกาะออร์ธีเกีย (Orthygia island) จากนั้นเทพีน้อยได้ช่วยเหลือนางลีโตให้ข้ามมายังเกาะเดลอส (Delos island) และในที่สุดแล้วนางลีโตก็ให้กำเนิดอะพอลโลที่เกาะเดลอสในวันต่อมานั้นเอง

เมื่อคลอดเทพเทพีน้อยทั้งสองแล้วภัยอันตรายก็ยังไม่หมดสิ้น เมื่ออะพอลโลมีอายุได้สี่วันงูยักษ์ไพธอนที่เฮร่าส่งมาก็ได้ตามมาพบทั้งสามเข้า อะพอลโล่ซึ่งได้รับลูกศรและคันธนูมาจากเฮฟเฟตัส (Hephaestus) ก็จัดการสังหารไพธอนลงได้สำเร็จ ดังนั้นบางครั้งเราจะพบว่าอะพอลโลถูกเรียกขานด้วยอีกนามคือ ไพเธียส (Pytheus) หรือที่แปลว่า ผู้สังหารไพธอน

เทพอะพอลโลถูกยกย่องให้เป็นสุริยเทพของชาวกรีก (ส่วนจันทราเทพก็คือเทพีอาร์เธมิส) และยังเป็นเทพที่ชาวกรีกให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก มีการสร้างรูปเคารพและเทวสถานอยู่ทั่วไป ที่โดดเด่นมากที่สุดเห็นจะเป็น มหาวิหารเดลฟี (Delphi) ซึ่งปัจจุบันยังคงเหลือร่องรอยปรากฏอยู่ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของกรีก อนุสรณ์สถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง คือ โคลอสซัส (Colossus) หรือ อนุสาวรีย์ขนาดมหึมาของอะพอลโลที่เกาะโร้ดส์ (Rhodes island) ซึ่งชาวเกาะโร้ดส์สร้างขึ้นถวายบูชา สถานที่แห่งนี้ได้ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆ ไว้เลย

เทพอะพอลโลนั้นถือว่าเป็นผู้ที่มีความรักมากมายไม่ต่างจากพระบิดา มีตำนานเล่าขานถึงผู้เป็นคนรักของเทพองค์นี้มากมายหลากหลายเรื่องทั้งที่เป็นชายและหญิง แต่ตำนานหนึ่งของความรักที่ไม่สมหวังของอะพอลโลที่มักจะถูกเล่าขานกันอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็คือความรักที่เทพผู้นี้มีแด่นางไม้ผู้งดงามนามว่า ดาฟเน่ (Daphne)

ตำนานนั้นเล่ากันมาว่า ความรักอันไม่สมหวังในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากความอวดดีของอะพอลโลที่ไปสบประมาทอีรอส (Eros) หรือคิวปิด (Cupid) เทพเจ้าแห่งความรักผู้มีรูปร่างเหมือนกับเด็ก โดยเมื่ออะพอลโลเห็นอีรอสเงื้อง่ายิงธนูก็ได้เยาะเย้ยว่าอีกฝ่ายยังเป็นเพียงเด็กเล็กๆ ไฉนจึงริอ่านเล่นกับธนูซึ่งเป็นอาวุธอันเหมาะกับชายฉกรรจ์อย่างตนมากกว่า และอะพอลโลก็โอ้อวดถึงชัยชนะที่ได้มาจากการใช้ธนูต่อสู้กับมังกรไพธอนเมื่อตอนที่ตนยังอยู่ในวัยแบเบาะ

“เจ้าเกี่ยวอะไรกับอาวุธสงครามเช่นนี้ ทิ้งให้อยู่ในหัตถ์ที่คู่ควรเสีย จงดูการพิชิตที่ข้าชนะได้ด้วยธนูเหนืออสรพิษมหึมาที่เหยียดกายพิษของมันเหนือที่ราบหลายเอเคอร์! พอใจกับคบไฟของเจ้าเสีย เด็กน้อย แล้วก่อไฟของเจ้า ดังที่เจ้าเรียกพวกมัน ซึ่งเจ้าจะ แต่ไม่ทึกทักเอาการสอดกับอาวุธของข้า" (จากหนังสือ มหากาพย์เมตามอร์โฟร์ซิส เขียนโดยโอวิด หนึ่งในมหากวีเอกแห่งยุคโรมัน; Ovid, Metamorphoses)....

 

เอเรเมส: .๐(...งี่เง่า...)


....อีรอสได้ยินเช่นนั้นก็บันดาลโทสะ จึงโต้ตอบว่า ถึงแม้อะพอลโลจะสามารถใช้ธนูเอาชนะใครต่อใครได้หมด แต่ธนูอันน้อยของตนนี้แหละที่จะล้มอะพอลโลลงได้ พูดจบอีรอสก็แสดงอิทธิฤทธิ์ของตนให้อพอลโลรู้ซึ้งถึงอานุภาพของธนูที่อะพอลโลดูแคลนว่าเป็นเพียงของเด็กเล่น เทพแห่งความรักหยิบลูกธนูขึ้นมามาสองลูก อันหนึ่งเป็นลูกธนูซึ่งทำจากทอง อีกอันหนึ่งเป็นลูกธนูทำจากตะกั่ว  ลูกที่เป็นธนูทองอีรอสยิงมันทะลุเข้ากลางหทัยของอะพอลโล ส่วนลูกที่เป็นธนูตะกั่วนั้น อีรอสเลือกที่ยังมันปักกลางดวงใจของนางไม้ผู้งดงามนาม ดาฟเน่ เพื่อก่อความเกลียดชัง ทำให้อะพอลโลตกหลุมรักดาฟเน่ และในขณะเดียวกันก็ทำให้นางเกลียดชังอะพอลโลยิ่งนัก

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วความรักของทั้งสองจึงไม่มีวันที่จะสมหวัง เป็นการแก้แค้นของอีรอสผู้ที่ถูกสบประมาทนั่นเอง

ส่วนนางไม้ดาฟเน่ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการต่อปากต่อคำของสองเทพเจ้าโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ นางเป็นธิดาของพีนีอุส (Peneus) เทพเจ้าแห่งทะเลสาบ ดาฟเน่นั้นเติบโตมาอย่างอิสระ ด้วยความที่นางรูปงามจึงมีชายหนุ่มมาสนใจมากมาย แต่นางกลับไม่สนใจผู้ใด อันที่จริงนางปฏิเสธความรักจากผู้อื่นมากมาย เหตุเพราะนางพอใจกีฬาในป่าและการสำรวจป่ามากกว่า แถมยังนับถืออาร์เธมิสผู้เป็นเทพธิดาแห่งพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัดอีกด้วย

เมื่อพีนีอุสถามบุตรีว่าเมื่อไหร่เล่าที่ท่านจะได้อุ้มหลานตาหากนางยังคงคอยปฏิเสธชายหนุ่มรูปงามทั้งหลายอยู่เช่นนี้ ดาฟเน่กลับออดอ้อนขอร้องต่อท่านพ่อของตนให้ท่านประทานพรให้นางเป็นโสดไปชั่วชีวิต จนพีนีอุสใจอ่อนจึงประทานพรนั้นให้แก่นางในที่สุด

และแล้ววันหนึ่งหลังจากนั้น อะพอลโลก็ได้เห็นนางดาฟเน่เข้าเป็นครั้งแรก ด้วยผลจากการถูกศรรักของอีรอสปักอก ทำให้เทพหนุ่มเกิดมีความหลงใหลในตัวนางยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นผมยาวที่สลวย ดวงตาแวววาม รวมทั้งริมฝ