*ALERT : THIS ENTERY HAS AUTOPLAY MUSIC*
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
"อยากลืมกลับจำ อยากจำ.....กลับลืม"

 
 
.
 
 

วันนี้เป็นอีกวันที่มือเรียวหยิบเฮดโฟนขึ้นมาครอบหู ต่อด้วยกดเปิดไฟล์ที่อยู่แรกสุดในโฟลเดอร์ขึ้นมา

สิ่งแรกที่วิดีโอนั้นแสดงให้เห็นคือภาพของเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนอยู่อย่างงุนงง ดวงตาและปลายจมูกแดงช้ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เธอเดินเกาะขาของผู้หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีประพิมพ์ประพายคล้ายกันพลางสูดน้ำมูกเบาๆ ก่อนจะเบิ่งตาโตมองไปรอบๆ บรรยากาศเงียบสงบของวัดเป็นอะไรที่เด็กหญิงดูจะไม่ชอบเอาเสียเลย

ทั้งสองเดินเลียบข้างกำแพงวัดที่มีป้ายหินอ่อนติดเรียงรายเป็นแถว บนแผ่นหินนั้นคือชื่อที่ถูกสลักและป้ายด้วยสีทองไม่ก็ดำให้ตัดกับสีพื้น แต่ละชื่อแต่ละป้ายสีสดบ้างซีดหม่นบ้างตามกาลเวลา เด็กน้อยเบียดตัวกอดขาของคนข้างกายแน่นเมื่อบังเอิญหันไปสบตากับรูปของผู้วายชนม์ที่ลูกหลานได้ให้เคลือบแปะไว้อย่างดีบนแผ่นหินผู้หนึ่งเข้า

เจ้าของขานั้นถอนหายใจน้อยๆก่อนจะก้มมาแกะมือของหลานสาวออกและจับจูงไว้

“ไม่มีอะไรหรอก มากับยายนี่มา”

เธอว่า ก่อนจะพาร่างเล็กเดินเลี้ยวไปตามกำแพงวัดอีกด้านหนึ่ง เพียงไม่กี่ก้าวก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแผ่นป้ายหินอ่อนสีเทาสวยใหม่เอี่ยม ชื่อสองชื่อบนป้ายนั้นถูกเขียนเรียงลงมาตามลำดับตัวอักษร สิ่งที่มีเหมือนกันบนนั้นมีเพียงนามสกุล และวันเดือนปีที่ระบุไว้หลังคำมรณะ

“อากิระ... ไหว้ป๊ากับม๊าสิลูก”

เสียงผู้ชายวัยกลางคนพูดขึ้นมา ดูท่าแล้วคงเป็นคนที่ถือกล้องอยู่ เพราะสายตาของเด็กหญิงหันมองตรงมาก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงแห้ง “คุณตา...”

“อากิระ ทำตามที่คุณตาบอกสิ”

ผู้หญิงที่เด็กน้อยกอดอยู่ก้มลงมาบอก เธอมองตอบก่อนส่ายหน้าดิก

“คุณยาย หนูไม่เข้าใจ ไหนป๊ากับม๊า” เด็กหญิงทำท่าจะร้องไห้อีกรอบ “ไหนคุณยายบอกว่าจะไม่ได้เจอกันอีก แล้ว...ฮึก ไหนป๊ากับม๊า อากิระอยากเจอป๊ากับม๊า”

พูดจบเท่านั้นเธอก็ร้องไห้โฮ สองตายายได้แต่มองหน้ากันไปมาด้วยไม่รู้จะทำอย่างไร สุดท้ายผู้เป็นตาก็ยื่นมือหนามาจากหลังกล้องยกลูบหัวหลานสาวอย่างปราณี

“อากิระ ถึงป๊ากับม๊าจะไม่ได้อยู่ตรงหน้า แต่ป๊ากับม๊าก็ยังอยู่กับหนูตลอดเวลา รู้ไหม?”

“ไหน? ไหนคะ”

เด็กหญิงสะอื้นฮัก แต่ได้ยินเช่นนั้นก็สูดน้ำมูกเสียงดังหันมองไปรอบๆ แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอีกก็หันกลับมามองผู้อยู่หลังกล้องอย่างสับสน

 

มือของผู้เป็นตานั้นยังคงลูบหัวหลานสาวเบาๆ ก่อนลดลงมาปาดน้ำตาออกจากแก้มกลมๆของเด็กน้อย

“ในความทรงจำ อากิระ ทั้งป๊ากับม๊า ไปจนถึงโอจี้จัง โอบ้าจังของหนู แล้วก็ตากับยาย” พูดถึงตรงนี้ก็ชี้มือมาที่ตนเองและคู่ชีวิตที่ยังอยู่ใกล้ๆ “เราทุกคนเชื่อมถึงกันเสมอ ไม่ว่าหนูจะอยู่ที่ไหน เราก็จะอยู่กับหนูตลอดไปในความทรงจำ”

เด็กน้อยทำท่างงงวยเหมือนไม่เข้าใจ เขาจึงจับมือหนึ่งของเธอส่งให้ผู้เป็นยาย ส่วนอีกข้างเขาก็เป็นคนจับเอาไว้

“ตอนนี้ตากับยายจับมือหนูอยู่ใช่ไหม” เขาถาม เมื่อเห็นเด็กน้อยพยักหน้ารับก็เริ่มพูดต่อ “อีกข้างหนึ่งถึงแม้ว่าหนูจะไม่เห็นอะไร แต่จริงๆทุกคนยังจับมือกันอยู่นะ จับมือกันแล้วยืนอยู่ข้างๆหนูมาตลอดเลยล่ะ”

เมื่อเห็นเด็กน้อยยังทำหน้างุนงงเขาก็ได้แต่หัวเราะ

“หนูไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกอากิระ....สักวันหนูจะเข้าใจ”

 

 

 

ภาพตัดไปที่อีกไฟล์หนึ่ง

ท้องฟ้าสีสดใส สะท้อนกับทิวทัศน์ของทำเลกว้าง เด็กหญิงคนเดิมที่เติบโตขึ้นกำลังส่งเสียงหัวเราะสดใส เธอวิ่งลงทะเลไปอย่างร่าเริงพร้อมกับห่วงยางใสๆสีสันบาดตา

“อากิระ ระวังด้วยสิ อันตรายนะ”

ภาพวิดีโอสั่นไหวคล้ายคนถือกล้องพยายามไล่ตามอีกฝ่ายให้ทัน เจ้าของชื่อเองเมื่อได้ยินเสียงเรียกก็หันมากวักมือและส่งรอยยิ้มให้

“คุณตารีบๆลงมาสิคะ มาเร้ว”

เธอกระโดดหยองแหยงไปมาในน้ำตื้นครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเตะเท้าสวนคลื่นจนน้ำทะเลกระจายขึ้นสูง สีหน้าสุขใจ แต่แล้วพักหนึ่งเด็กหญิงก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง เธอมองมันอยู่ครู่ใหญ่ทีเดียวก่อนจะตัดสินใจลุยน้ำกลับขึ้นมา

“คุณตา คุณยายขา หนูอยากเล่นโซฟาโต้คลื่น”

เธอชี้มือไปยังโซฟาเป่าลมซึ่งลอยเท้งเต้งโดดเด่นอยู่ท่ามกลางบรรดาบานาน่าโบ๊ทสีเหลืองสด และเหล่านักท่องเที่ยวที่พากันปีนขึ้นลงวุ่นวาย

“หนูอยากเล่นจังค่ะ อยากเล่นๆๆๆ”

เด็กหญิงจับแขนผู้เป็นตาไกวเบาๆเป็นเชิงอ้อน ตาโตจ้องมองมาแทบไม่กระพริบ ทำเอาผู้มีอำนาจสูงสุดของบ้านต้องหันไปขอความเห็นจากคู่ชีวิต

“หลานว่างี้แน่ะ ตาล่ะ”

“เอาซี น่าสนุกออก ไปด้วยกันหมดสามคนนี่แหละ”

กล้องที่แพนไปหาจับประกายตาวับวามอย่างนึกสนุกของผู้เป็นยายเอาไว้ได้

“จะดีเหรอ ดูอันตรายออกนะยาย”

“ไม่หรอก ดูสิ เขามีเสื้อชูชีพให้ใส่ด้วย”

สองยายหลานมอง(คนถือ)กล้องตาแป๋ว จนสุดท้ายผู้เป็นใหญ่ในบ้านได้แต่ถอนหายใจเฮ้อ

“ก็ได้ ตามใจ”

เด็กหญิงร้องเฮเสียงลั่นก่อนจะดึงมือผู้เป็นยายไปหาเจ้าของเจ็ทสกีที่ยืนยิ้มเผล่ หลังจ่ายค่าบริการเรียบร้อยก็รับเสื้อชูชีพมาสวมใส่ สองตายายช่วยกันดูหลานให้แต่งตัวจนเรียบร้อยแล้วค่อยส่งกล้องมือถือให้เด็กหญิงถือไว้ แล้วจึงหันมาใส่เสื้อชูชีพของตัวเองบ้าง

“คุณตาหล่อมากค่ะ” หลานสาวแพนกล้องมาหาพร้อมชมเปาะ

“แน่อยู่แล้ว ตาเป็นตาของอากิระนี่” เขาหัวเราะ หันมาชูสองนิ้วใส่กล้องบ้าง

เด็กหญิงเองก็หัวเราะคิกคัก ยืนถือกล้องถ่ายแอ็คชั่นของตากับยายอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะส่งคืนให้และปีนขึ้นไปนั่งรอบนโซฟาเป่าลมเป็นคนแรกด้วยความตื่นเต้น เมื่อทั้งสามขึ้นไปนั่งเรียบร้อย เจ็ทสกีก็เริ่มลากโซฟาออกห่างจากฝั่งช้าๆก่อนจะเร่งความเร็วขึ้นจนโซฟาเป่าลมสะบัดไปมา สองยายหลานส่งเสียงหัวเราะกรี๊ดกร๊าดขณะที่ภาพในวีดีโอส่ายไปมาพร้อมหยดน้ำเปียกเต็มหน้ากล้อง

กระทั่งรอบสุดท้ายที่คนขับหักเลี้ยวเต็มที่จนทั้งสามคนตกลงมาตามประเพณีเครื่องเล่นทางน้ำ ทั้งสามโผล่ขึ้นมาจากน้ำ แม้เด็กหญิงจะไอโขลกเพราะกินน้ำไปอึกใหญ่แต่ก็ยังหัวเราะร่า สองตายายเองก็น้ำเข้าหูเข้าตาจนแดงก่ำ ต่างฝ่ายต่างมองสภาพของกันและกันก่อนจะประสานเสียงหัวเราะขบขัน

 

 

วีดิโอไฟล์แล้วไฟล์เล่าสั้นบ้างยาวบ้างค่อยๆแสดงขึ้นมาบนจอในความมืด บอกเล่าเรื่องราวชีวิตแล้วการเดินทางของทั้งสามคนในครอบครัวเล็กๆครอบครัวนี้

บางเรื่องเธอก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง

ทั้งลืมเลือนไปตามกาลเวลา ทั้งถูกแย่งชิงไปเพราะพลังของตัวเอง

ตอนนี้จึงได้แต่เฝ้ามองเรื่องราวของเด็กหญิงคนเดิมในวิดีโอ ที่ค่อยๆมีพัฒนาการจากเด็กน้อย เปลี่ยนเป็นเด็กหญิง เด็กสาว และหญิงสาว ประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย จนกระทั่งมหาวิทยาลัย

ในขณะเดียวกัน สองคนที่อยู่เคียงข้างเธอก็ค่อยๆร่วงโรยไปตามวันเวลาที่เพิ่มขึ้นทั้งริ้วรอยบนใบหน้า สีผมที่เริ่มแซมขาว แขนและมือที่เริ่มเหี่ยวย่น

แต่กระนั้น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะก็ไม่เคยจืดจางลง

จนกระทั่ง...

 

โปรแกรมรันวิดีโอมาจนถึงไฟล์หนึ่ง

วันเวลาตัวเล็กๆตรงมุมหนึ่ง ระบุว่าเพิ่งล่วงเข้าปี2039ได้ไม่นานนัก .....รู้สึกว่าจะเป็นช่วงปิดเทอมตอนเธออยู่มหาวิทยาลัยปีที่หนึ่งพอดี

ไฟล์วีดีโอแสดงให้เห็นการเดินทางท่องเที่ยวของทั้งสามคนในสถานที่แห่งหนึ่งริมทะเลภาคใต้ หนึ่งวัน ผ่านไป สองวันสามวันผ่านไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนาน

แต่เมื่อเข้าวันที่สี่......บรรยากาศกลับอึมครึมตั้งแต่เช้า

เธอจำได้ว่าเฝ้ามองเมฆที่ครึ้มอยู่ภายนอกตั้งแต่รุ่งสางอย่างไม่สบายใจนัก แต่พอตกสายนิดหน่อยมันก็ลอยหายไป แทนที่ด้วยแสงแดดใสๆ

“เอ๊ะ? ตาไม่สบายรึเปล่าคะ?” เธอเอ่ยทักขึ้นทันทีเมื่อตามไปพบกับผู้สูงวัยทั้งสองที่ห้องรับประทานอาหาร และจับสังเกตได้ว่าสีหน้าของผู้เป็นตาดูไม่ค่อยดีเหมือนเช่นปกติ

“ไม่เป็นไรหรอกน่า เหนื่อยนิดหน่อย แต่พรุ่งนี้ก็จะกลับแล้วนี่” ผู้เป็นตาหัวเราะ สะบัดๆมือให้ดูคล้ายจะบอกว่าไม่ต้องใส่ใจอะไร เธอได้แต่สบตากับยายและตกลงใจว่าเดี๋ยวต้องคุยปรึกษาเกี่ยวกับแผนของวันนี้กันสักหน่อย

แต่ว่าสุดท้ายแล้วทั้งสองก็ไม่สามารถเปลี่ยนความตั้งใจเดิมของผู้มีอำนาจสูงสุดในครอบครัวได้ การเดินทางท่องเที่ยวในวันสุดท้ายนี้จึงต้องเป็นไปตามกำหนดเดิม  พวกเขาออกไปกับรถของโรงแรมทันทีที่เสร็จจากรับประทานอาหารเช้า แต่เมื่อผู้เป็นตาสีหน้าไม่ค่อยดีมากขึ้นเรื่อยๆ สองคนยายหลานจึงต้องใช้วิธีขู่แกมบังคับให้ยอมกลับมาพักจนได้

ตกบ่าย หลังจากสั่งรูมเซอร์วิสมาที่ห้องและช่วยกันคะยั้นคะยอให้ผู้เป็นตาที่เอาแต่บ่นว่าไม่อยากอาหารทานมื้อกลางวันลงไปและยอมนอนพักอยู่ในห้องโดยดี สองคนยายหลานก็ได้โอกาสออกมาหามื้อเที่ยงของตัวเองทานบ้าง ระหว่างนั้นเธอหารือกับยายเรื่องการปรับเปลี่ยนเวลาที่จะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้นซึ่งยายของเธอก็เห็นด้วย ก่อนทั้งสองจะแยกย้ายกันเมื่อผู้เป็นยายออกปากว่าอยากรีบกลับห้องไปอยู่เป็นเพื่อนคนป่วย เธอเองจึงถือโอกาสเดินสำรวจรอบๆพื้นที่ ความที่ทั้งสามคนเพิ่งเข้ามาเช็คอินที่นี่เมื่อตอนเย็นของวันก่อนหน้าดังนั้นจึงยังไม่ได้เดินสำรวจดูอะไรต่อมิอะไรมากนัก

หญิงสาวใช้เวลาว่างที่บังเอิญแทรกมาในตอนนี้ถือกล้องถ่ายภาพบรรยากาศวิวทิวทัศน์และต้นไม้สวยๆอยู่ในเขตสวนของโรงแรมอย่างเพลิดเพลิน แต่ว่าเมื่อดูอะไรต่อมิอะไรได้เพียงพักเดียวเสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น

“ฮัลโหล มีอะไรคะยาย?  เอ๊ะ? ตา? หนูไม่เห็นเลยค่ะ...ค่ะ หนูจะไปเดี๋ยวนี้”

เสียงเงียบไปพักหนึ่งก่อนที่ภาพในกล้องจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินในสวน ดูเหมือนว่าเธอกำลังเดินมุ่งหน้ากลับไปที่ห้องพักอย่างรีบร้อนโดยลืมหยุดการทำงานของกล้องเอาไว้

ยังไม่ทันเดินถึงครึ่งทางเธอก็เจอเข้ากับคนที่โทรมาเมื่อครู่เข้าพอดี

“ยายคะ ทำไม---“

“เขาบอกว่าอยากกินขนมแล้วก็ให้ยายออกมาดูให้ ยายก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรเลยออกมาดู กลับไปอีกทีตาเขาก็ออกไปไหนไม่รู้ มือถือก็ไม่พกติดตัวมาด้วย”

ผู้เป็นยายอธิบายอย่างร้อนใจ ได้ยินแบบนั้นเธอจึงได้แต่บีบมืออีกฝ่ายเบาๆ

“ยายใจเย็นๆนะคะ ตาเค้าอาจจะอยากฝากซื้ออะไรเพิ่มก็ได้เลยเดินตามไป แต่อาจจะหาไม่เจอ ตอนนี้อาจจะกลับไปรอที่ห้องแล้วก็ได้ค่ะ”

เธอพูดให้อีกฝ่ายใจเย็นลงก่อนพาเดินไปตรงที่นั่งซึ่งตัวเองเดินเลยมาไม่ไกล จัดแจงให้อีกฝ่ายนั่งลงแล้วตัวเองก็ทรุดลงข้างๆ “เดี๋ยวหนูจะลองโทรกลับไปที่ห้องดู มือถือตายังอยู่ที่เดิมใช่ไหมคะ?”

เมื่อผู้เป็นยายพยักหน้า เธอก็ดึงโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมากดหมายเลขแล้วยกแนบหู ฟังเสียงเรียกเข้าที่ดังซ้ำอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะถูกตัดไปเมื่อไร้การตอบรับ

เธอขมวดคิ้วก่อนจะกดโทรซ้ำอีกรอบ

“เป็นไงบ้าง”

ยายถามเธออย่างร้อนใจ หญิงสาวได้แต่ส่ายหน้า “ไม่มีคนรับเลยค่ะ กำลังโทรซ้ำอีกรอบ”

ระหว่างที่เธอกำลังขมวดคิ้วมุ่นวุ่นวายกับการโทรศัพท์ซ้ำไปอีกรอบสองรอบ ผู้สูงวัยที่หันไปมองนั่นนี่ด้วยพยายามทำให้ตัวเองใจเย็นลงก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

“เอ๊ะ นั่น ใช่ตารึเปล่า”

อีกฝ่ายสะกิดแขนเบาๆ เธอจึงละความสนใจจากโทรศัพท์และหันมามอง

“อะไร? ไหนคะ?”

“นั่นน่ะ” มือเหี่ยวย่นชี้ไปยังทางเดินอีกฟากของสระน้ำถัดออกไปจากแนวทางเดิน เธอเขม้นมองตามก่อนจะยกมือปิดปากด้วยความตกใจ ร่างที่เดินเอียงๆอยู่ตรงนั้นใช่ตาของเธอไม่ผิดแน่

“อุ๊ย จริงด้วย ตาเค้าไปทำอะไรตรงนั้น---อ๊ะ ยาย!”

คนข้างกายรีบลุกขึ้นเดินไปยังทิศที่เห็นทำเอาเธอต้องคว้ากล้องและรีบลุกตามไปแทบไม่ทัน

“ตา— ตา! ตาจะไปไหนน่ะ รอฉันก่อน”

ยายของเธอร้องเรียกอีกฝ่ายเสียงดังโดยไม่สนว่าใครจะสนใจหรือไม่ กระทั่งอีกฝ่ายได้ยินเสียงเรียกและหันกลับมา

“อ้าว...กำลังจะตามหาอยู่พอด--!?”

พูดได้แค่นั้นแล้วจู่ๆร่างของผู้นำของบ