[APH-fiction] ปล่อยของรับวันเกิดด๊อยส์กับ Touch my hand [1]
posted on 03 Oct 2009 18:54 by farlyanar in FAN-Art, FAN-Fiction[เข้ามาไม่เห็นอะไรดำๆ แดงๆ และโลโก้บาเยิร์นมิวนิค ขอแนะนำให้กด F5ค่ะ]
*Attention Please*
Axis Powers Hetalia เป็นการ์ตูนที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงซึ่งตัวละครจะมีต้นแบบมาจากประเทศต่างๆ ซึ่งเรื่องราว ชื่อและตัวละครที่ปรากฏในเอนทรี่นี้ เป็นเพียงเรื่องดัดแปลง ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคล องค์กร สถานที่ หรือเหตุการณ์ใดๆที่มีอยู่จริง ผู้ที่ค่อนข้างอ่อนไหวหรือรับไม่ได้ในเรื่องนี้ กรุณาพิจารณามุมมองของท่านอีกครั้ง หากคิดว่าท่านอาจจะรับไม่ได้ ขอแนะนำให้เลือกอ่านเอ็นทรี่อื่นที่น่าสนใจซึ่งแนะนำไว้ทางด้านขวา หรือจะเลือกเข้าบล็อคอื่นที่มีความน่าสนใจมากกว่าก็ได้ค่ะ
ทั้งนี้ทั้งนั้น Axis Powers Hetalia ไม่ใช่การ์ตูนวายแต่อย่างใด ข้อความทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเอ็นทรี่นี้ เกิดจากจินตนาการของจขบ.แต่เพียงผู้เดียว
สวัสดีค่ะ ไม่ได้พบกันอย่างเต็มรูปแบบเสียนาน
สำหรับเอ็นทรี่ก่อนต้องขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจด้วยนะคะ
ถึงจะเป็นเอ็นทรี่สั้นๆ แต่วันนั้นเรารู้สึกแย่มากจริงๆ ยังไงก็ต้องขอบคุณอีกครั้งนะคะ
เอาล่ะ วกกลับเข้าเรื่อง
วันนี้วันเกิดด๊อยส์ วันนี้วันเกิดลุดวิก โฮกก
ขอแปะรูปก่อน
Herzlichen Glückwunsch zum Geburtstag, สุขสันต์วันเกิดนะลุดวิก. C:
ลุดวิกกับคุณหนูลุยเซ
แรงบันดาลใจก็จากรูปในบล็อคอาจารย์ฮิมะที่วาดสลับเพศนั่นล่ะ แต่คุณหนูลุยเซเราเป็นสาวโมเอ้เตี้ยแบนซึน 55 (ก็คิดดูแล้วมันโมเอ้อะโมเอ้!!)
ความจริงคุณหนูที่วาดในชีทวิชาเมโมรี่สวย+หน้าหวานมาก แต่สงสัยพระเจ้าจะลงโทษที่วาดรูปเล่นในห้องเรียน ดลบันดาลให้ชีมแผ่นนั้นหายไปซะจิบ
(ชื่อคุณหรูก็ไม่ได้คิดเอง แต่ไปเอามาจากคาร์ฯโรลเพลย์ของเฮตาเลียในเฟซบุ๊ค)
สุดท้ายเพราะคุณหนูในชีทนั่นแหละก็ทำให้เกิดฟิคเรื่องนี้ขึ้น
ออกตัวไว้ก่อนว่า นี่เป็นฟิคชั่นเรื่องแรกของแรกที่สุดที่ยูเคยเขียน และไม่นับออริอีกร้อยแปด นี่จะเป็นเรื่องแรกที่ยูเขียนจบเช่นกัน
ภาษาและสำนวนอาจดูแปลกๆเล็กน้อย ผิดพลาดตรงไหนต้องขออภัยด้วยค่ะ
[APH] - Touch my hand.
Pair : PrussiaxGermany(!?!?!??!)
Rate : อืม~ ตอนนี้เรตPG ตอนสองยังไม่ได้คิด โฮก
Warning : โปรดระวัง ฟิคนี้พลังY+C (Cross สลับเพศนั้นแล...)
“เวสต์ นายทำอะไรอยู่น่ะ?”
กิลเบิร์ตถามพร้อมเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันนี้แล้วตัวเจ้าของห้องเองก็ไม่ได้นับ เมื่อเขาเห็นลุดวิกยังคงคร่ำเคร่งกับกองงานตรงหน้าก็ทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ
“เวสต์ หิวอ่ะ”
ร่างโปร่งในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินไม่เพียงล่วงล้ำเข้ามาในห้องทำงาน หากแต่ยังเดินเข้ามาเกาะหลังร่างสูงที่นั่งทำงานอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่
“ทำไมไม่บอกให้โรเดริคหาอะไรให้กินก่อนล่ะครับ”
“ไม่เอา ชั้นคนนี้ไม่อยากจะทนกินกับข้าวฝีมือของเจ้าคุณชายจอมห่วยนั่นอีกต่อไปแม้แต่มื้อเดียวแล้ว” กิลเบิร์ตพูดอย่างเอาแต่ใจ ไม่ว่าเปล่า หากมือก็ยังพยายามดึงตัวคนสูงกว่าให้ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ “นายเองก็พักกินข้าวซะบ้างเถอะเวสต์ ชั้นเห็นนายหมกตัวอยู่แต่ในห้องนี้มาเป็นอาทิตย์แล้ว”
นัยน์ตาสีทับทิมกวาดไปรอบๆห้องที่มักจะสะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยกองเอกสารวางไว้ที่โน่นที่นี่เต็มไปหมด กระทั่งบนพื้นที่ปูด้วยพรมทอมือผืนงามก็ยังเต็มไปด้วยกล่องเอกสารวางซ้อนๆกัน ทำให้ห้องทำงานที่เคยกว้างใหญ่กลับดูแคบไปถนัดตา ผู้เป็นน้องชายเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสารตรงหน้านิดหนึ่งพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเป็นโบว์ เมื่อพี่ชายยื่นตัวมาดึงเอกสารสำคัญที่ตัวเองกำลังอ่านออกไปจากมือ
“พี่ครับ-------”
“หิวข้าว--------”
เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าได้แต่ระบายลมหายใจยาวๆอย่างอ่อนอกอ่อนใจเมื่อเห็นสีหน้าเว้าวอนของพี่ชาย ในที่สุดเขาก็ต้องตามใจกิลเบิร์ตอยู่วันยันค่ำ เพราะหากขัดใจพี่บังเกิดเกล้าคนนี้แล้ว บางทีเขาอาจจะต้องปวดหัวกับการก่อความไม่สงบตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงจากกิลเบิร์ตไปอีกหลายวันก็เป็นได้
“ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ออกไปก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมตามไป ขอจัดการกับกองเอกสารนี่ก่อน”
ได้ยินอย่างนั้นกิลเบิร์ตก็หน้าบาน หากไม่วายสำทับมาอีกว่า “อย่าชักช้านะ ชั้นหิวจนแทบจะกินเส้นพาสต้าดิบที่อิตาลีจังเอามาฝากได้แล้วเนี่ย” ก่อนที่จะเดินผิวปากออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี
ลุดวิกส่ายหัวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ก่อนที่จะใช้มือทั้งสองยันตัวลุกขึ้นมาจากเก้าอี้
หากแต่ก็รู้สึกว่าโลกเบื้องหน้าหมุนติ้วไปรอบตัว.....
“เวสต์?”
**************************
“อือ?”
แพขนตาสีทองกระตุกสั่น พร้อมๆเปลือกตาที่หนักอื้งพยายามฝืนตัวเองให้เปิดขึ้น ทว่าภาพแรกที่ปรากฏในสายตาอันพร่ามัวกลับเป็นเพดานห้องสีขาวสะอาดกับโคมไฟเพดานอันคุ้นตา รวมถึงความรู้สึกอบอุ่นที่ฝ่ามือซึ่งไม่ได้ถูกปกคลุมด้วยผ้าห่ม เจ้าของมือจึงพยายามเอียงหน้าไปตามทิศทางที่มือของตัวเองวางอยู่ แล้วก็เห็นคนคุ้นหน้าที่มักจะสร้างเสียงเอะอะโวยวายอยู่เสมอที่วันนี้กลับนั่งหลับซบหน้าลงกับแขน
“พี่ครับ”
ก่อนที่จะได้ตระหนักว่าเป็นเพราะเสียงของตัวเองที่มันฟังดูแปลกประหลาดอย่างไรชอบกลหรือจะเป็นจากกาขยับเล็กน้อยของมือก็ดี แต่นั่นก็ทำให้คนที่นั่งฟุบหน้าหลับอยู่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทันที กิลเบิร์ตมีท่าทางง่วงงุน แต่แล้วก็เบิกตากว้างเมื่อเห็นคนตรงหน้าลืมตาจ้องหน้าเขาอยู่ก่อนแล้ว
“วะ... เวสต์ นายฟื้นแล้ว!”
ไม่พูดเปล่า ร่างโปร่งยังชะโงกหน้าเข้ามาใกล้พร้อมเอามืออีกข้างที่ยังว่างมาแตะบนหน้าผาก
“นายรู้สึกเป็นไงมั่ง ปวดหัว? รึว่าเจ็บตรงไหนรึเปล่า นี่ นี่?”
“ไม่หรอกครับ แค่รู้สึกเพลียๆยังไงไม่รู้ แต่ไม่เป็นอะไรมากหรอก”
“แน่ใจนะเวสต์ นายไม่รู้สึกแปลกๆอะไรยังไงตรงไหนจริงๆนะ?”
“อืม” คนที่ยังนอนอยู่บนเตียงตอบพร้อมๆกับที่รู้สึกงงปนขำ เมื่อเห็นคนตรงหน้ามีท่าทางเป็นห่วงเป็นใยเขาเป็นพิเศษ “ว่าแต่พี่จะจ้องหน้าผมไปอีกนานไหม?”
กิลเบิร์ตผงะถอยหลังออกไป และถ้าลุดวิกไม่ได้ตาฝาดไป ก็เห็นว่าหน้าของพี่ชายมีริ้วเลือดฝาดหรืออะไรชนิดหนึ่งวิ่งผ่านไปชัดๆ
“งะ งั้นก็ดีแล้ว ชั้นจะไปเรียกเอลิซาบีธาเข้ามานะ”
ลุดวิกพยักหน้า พลางแอบสงสัยกับสีหน้ากะเรี่ยกะราดของพี่ชายเมื่อครู่แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป กิลเบิร์ตลุกยืนขึ้น แต่เมื่อรู้ตัวว่ายังคงจับมือข้างหนึ่งของคนที่นอนอยู่ไว้ก็มีสีหน้าแปลกๆอีกรอบ แต่ก็เพียงแวบเดียวเท่านั้นก่อนจะหมุนตัวเดินกึ่งวิ่งออกไปจากห้อง คนป่วยก็ได้แต่ถอนหายใจ ยกมือข้างที่พึ่งได้รับอิสระขึ้นมาลูบหน้า แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อฝ่ามือของตนสัมผัสเข้ากับสิ่งแปลกปลอมข้างแก้ม ลุดวิกหยิบมันขึ้นมาดูก่อนจะเบิกตาค้าง เมื่อเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองหยิบขึ้นมาจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากปอยเส้นผมสีทอง
“นี่มันอะไรกันน่- อ๊ะ”
ความตกใจระลอกสองก็เกิดขึ้น เมื่อเจ้าตัวรู้สึกว่าเสียงตัวเองแปลกๆไปยังไงชอบกล ในตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะพึ่งตื่น แต่ตอนนี้คงไม่ใช่เสียแล้ว ลุดวิกปล่อยมือจากปอยผมลงมาทำท่าจะจับที่ปากตัวเอง แต่แล้วก็ต้องตกใจเป็นระลอกสามที่เห็นว่ามือของตัวเองที่เคยใหญ่หนากลับดูเล็กลงอย่างน่าประหลาด
ยังไม่ทันจะได้พิจารณาอะไรไปมากกว่านั้นประตูห้องก็เปิดออก เอลิซาบีธาเดินเข้ามาในห้อง ตามด้วยโรเดริคและปิดท้ายด้วยกิลเบิร์ต โดยสองคนที่เดินนำเข้ามาต่างทำสีหน้าประหลาดไม่แพ้กับที่กิลเบิร์ตทำก่อนออกไปจากห้องเลยสักนิด
“เอลิซาบีธา? โรเดริค? ทั้งสองคนเป็นอะไรไป”
เหมือนจะรู้ตัว เอลิซาบีธาพยายามปรับสีหน้าตัวเองให้เป็นปกติก่อนจะบอกว่า “ไม่มีอะไรหรอก ที่เป็นอะไรคือนายนั่นแหละ ลุดวิก รู้ตัวไหมว่าเป็นอะไรไป”
ร่างบนเตียงสั่นหัว เอลิซาบีธาจึงถอนหายใจหนักๆก่อนตอบ
“ทำงานหนักเกินไปน่ะสิ นายน่ะ ไม่รู้ว่าไปติดโรคบ้างานเพิ่มมาจากบ้านญี่ปุ่นหรือยังไง แค่ตามที่เคยทำก็หนักพอแล้ว นี่เล่นทำงานจนล้มพับไป เดือดร้อนคนอื่นต้องวิ่งพยาบาลกันวุ่นวาย กว่าจะแบกกลับขึ้นมาบนห้องได้นี่เล่นเอาแทบแย่ ดีนะว่านายของานส่วนใหญ่มานั่งทำที่บ้านเนี่ย แถมยังหลับไปตั้งสามวัน”
“สามวัน!?” ลุดวิกตาค้าง
“ก็ใช่น่ะสิ สามวัน นี่ดีนะที่คนบางคนที่วันๆเอาแต่ก่อความรำคาญคอยมาช่วยกันดูแลนายบ้าง ไม่อย่างนั้นลำพังฉันกับโรเดริครับมือไม่ไหวแน่”
เอลิซาบีธาตอบกลับมาพลางชำเลืองมอง ‘ตัวก่อความวุ่นวาย’ ที่กำลังทำหูทวนลมด้วยการจ้องโคมไฟบนเพดานราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่น่าสนใจเสียเต็มประดา
“ลำบากแย่เลย ขอบคุณมากนะ พวกนายทั้งสองคนอุตส่าห์มาช่วย”
“ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่นายน่ะ รู้สึกเป็นไงบ้าง”
คราวนี้เป็นโรเดริคที่ตอบกลับมา แต่ก็ยังคงมีสีหน้าแปลกๆอยู่อย่างเดิม ซึ่งนั่นทำให้ลุดวิกรู้สึกตงิดใจว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง ยังไม่รวมถึงปอยผมที่เขาจับ เสียงของเขาที่แปลกไป รวมถึงมือของเขา
“ตอนนี้น่ะเริ่มรู้สึกแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่?”
ลุดวิกพูดพร้อมๆกับพยายามยันตัวลุกขึ้น เอลิซาบีธากับโรเดริคมองหน้ากันก่อนที่แม่สาวฮังกาเรี่ยนจะเดินเข้ามาช่วยพยุงตัวเขาขึ้นนั่ง ส่วนโรเดริคเดินไปหยิบอะไรบางอย่างที่มุมห้องมาส่งให้เอลิซาบีธา
“นายแน่ใจนะว่านายอยากรู้?”
เธอถาม ซึ่งลุดวิกก็พยักหน้าตอบก่อนจะกวาตามองทุกคนในห้องอย่างงงๆ เอลิซาบีธาจึงหยิบสิ่งที่ได้รับจากโรเดริคมาถือไว้ตรงหน้าลุดวิก
มันเป็นกระจกเงา และเป็นกระจกเงาที่สะท้อนภาพของเขา ไม่สิ มันกำลังสะท้อนร่างๆหนึ่งที่ลุดวิกไม่เคยเห็นมาก่อน มันสะท้อนภาพหญิงสาวคนหนึ่งในนั้น!
หญิงสาวในกระจกเบิกตากว้าง นัยน์ตาสีฟ้าสดมีแววตื่นตระหนกเจือด้วยแววอิดโรย ตัดกับใบหน้ารูปไข่ที่ดูซีดเซียว ปากเล็กๆที่อ้าค้างอยู่นั้นดูแห้งผาก ส่วนปอยผมสีทองที่เคยนึกสงสัยถึงที่มานั้นก็กลายมาเป็นปอยผมยาวข้างหูที่ยาวพอดีคาง ส่วนผมด้านหลังที่ดูหงิกงอยุ่งเหยิงก็พอดูออกว่าเป็นผมซอยสั้นไม่ผิดแน่ นี่เองสินะที่มาของสีหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูกของทุกคนที่เห็น
เป็นเวลาพอสมควรกว่าที่ลุดวิกจะควานหาเสียงของตัวเองพบ ‘เธอ’ยกมือขึ้น ปลายนิ้วสั่นระริกชี้ไปที่ภาพสะท้อนในกระจก ซึ่งคนในนั้นก็กำลังทำกิริยาท่าทางไม่ต่างกัน
“นะ นี่มันอะไรกัน”
เอลิซาบีธาสั่นศีรษะ เธอวางกระจกแอบให้พ้นไปทางหนึ่งก่อนจะตอบว่า
“ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายเลย ลุดวิก หลังจากที่นายหลับไปวันหนึ่ง รุ่งเช้ามานายก็อยู่ในสภาพอย่างนี้ไปซะแล้ว”
โรเดริคพยักหน้ามาอีกคน
“เราเองก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน จะให้หมอมาดูคุณ เราก็คงจะถูกหาว่าบ้า”
“แต่ถ้านายต้องการ บางทีเราอาจขอความช่วยเหลือจากบาท์ชได้”
ลุดวิกยกมือขึ้นโบกพัลวัน
“อย่าเลย ถ้าให้หมอนั่นมา ฉันคงจะโดนเอายาพิษจิ้มฉีดซะเปล่าๆ”
คำพูดของลุดวิกเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากทุกคนในห้องให้คลายจากบรรยากาศอันตึงเครียดได้บ้าง ส่วนหนึ่งก็เพราะทุกคนรู้กันดีว่าหนุ่มสวิสผู้ใจร้อนคนนั้นเกลียดขี้หน้าลุดวิกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
ลุดวิกเห็นทั้งสามคนหัวเราะก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ทำท่าเหมือนจะไอออกมานิดหนึ่ง ซึ่งไม่พ้นสายตาของกิลเบิร์ตที่มองอยู่โดยตลอด ชายหนุ่มจึงลุกเดินมายืนใกล้ๆคนที่จู่ๆกลายเป็นน้องสาวของเขา
“นายยังไม่หายดี นอนต่อเหอะ”
ไม่ว่าเปล่า ร่างโปร่งยังช่วยจับผ้าห่มกับหมอนเหมือนเป็นการบังคับกลายๆ ลุดวิกมองหน้าพี่ชายอย่างงงๆแต่ก็ยอมนอนลงไปตามเดิมโดยดี
“หิวรึเปล่า จะกินอะไรหน่อยไหม?”
ได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกเหมือนท้องร้องประท้วงขึ้นมาทันที คนที่ถูกบังคับให้นอนจึงพยักหน้านิดหนึ่ง กิลเบิร์ตยิ้มกว้าง
“งั้นนายก็รอแป๊ปนึงนะ”
ร่างโปร่งพูดพร้อมๆกับหันไปคว้าแขนเอลิซาบีธาลากให้เดินตามไปด้วยจนหญิงสาวเกือบเสียหลัก เธอบ่นอุบอิบแต่ก็ยอมให้กิลเบิร์ตลากไป เพราะเข้าใจดีว่ากิลเบิร์ตเป็นห่วงคนที่ยังนอนอยู่ตรงนั้นมากแค่ไหน
“ถ้างั้นคุณก็พักผ่อนมากๆนะครับ แล้วผมจะแวะมาบ่อยๆ”
“อื้ม ขอบคุณนะโรเดริค ฝากขอบคุณเอลิซาบีธาอีกทีด้วย ถ้าไม่มีพวกนายสองคนคงจะแย่”
“แย่เพราะกิลเบิร์ตเหรอครับ”
“ก็มีคนเดียวนั่นแหละ”
โรเดริคหัวเราะหึหึ
“พี่ชายคุณน่ะเป็นห่วงคุณมากนะครับ ตอนที่เขาไปเจอคุณล้มอยู่นั่นน่ะก็ส่งเสียงซะลั่นจนบ้านแทบแตก จนผมกับเอลิซาบีธาตามมาดูนั่นล่ะกิลเบิร์ตถึงจะหายสติแตก”
ลุดวิกนึกภาพตามคำบอกเล่าแล้วก็ยิ้มแห้งๆด้วยตัวเองก็พอรู้นิสัยของพี่ชายดีอยู่
“นิสัยแบบนี้ล่ะก็ไม่เปลี่ยนไปเลยน้า”
“หา ว่าไงนะครับ”
เป็นเพราะแค่พึมพำกับตัวเองหรือว่าเพราะคู่สนทนาไม่ได้ตั้งใจฟังหรือเปล่าก็ไม่รู้ โรเดริคจึงได้ถามกลับมา ลุดวิกจึงสั่นศีรษะปฏิเสธเหมือนไม่มีอะไร ชายหนุ่มตรงหน้าจึงขยับแว่นก่อนจะลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า
“ถ้ายังไงผมจะลองถามบาท์ชดูครับ หมอนั่นดูใจร้อนอย่างนั้นแต่จริงๆก็เป็นหมอที่เก่งมาก ผมว่าเขาน่าจะช่วยคุณได้ เอาเป็นว่าตอนนี้คุณพักผ่อนให้มากๆก่อนก็แล้วกัน”
“อืม”
*******************************
“กินเข้าไปอีกหน่อยสิเวสต์ นายไม่อยากหายหรือไง”
กิลเบิร์ตทำหน้าบูด เมื่อเขาพบว่าข้าวต้มที่ยกขึ้นมาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนยังเหลืออยู่ในชามกว่าครึ่งถ้วย หันไปมองทางด้านคนกิน สองสามวันมานี้เขายังไม่เห็นทีท่าของลุดวิกดีขึ้นสักนิด ยกเว้นสีหน้าที่ดูเหมือนจะมีเลือดเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยเท่านั้น
“อยากสิ แต่มันกินไม่ลงแล้วนี่นา”
ฝ่ายคนป่วยที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงตอบกลับมาเสียงอ่อยๆ ร่างบางสวมชุดนอนใหม่ที่เอลิซาบีธานำมาให้ยืมเป็นการชั่วคราว ลุดวิกค่อยๆยันตัวกลับขึ้นมานั่งพลางมองหน้าพี่ชายที่ลากเก้าอี้เข้ามานั่งข้างๆ
“กินเข้าไปอีกหน่อยคงไม่เป็นไรไม่ใช่เหรอ นายยังดูไม่ดีขึ้นเท่าไหร่เลยนะ”
กิลเบิร์ตพูด เอาหลังมืออังเข้าที่หน้าผากกับลำคอแล้วเทียบกับอุณหภูมิของตน “ตัวนายก็อุ่นๆด้วย ทำท่าจะเป็นไข้รึเปล่าน่ะ”
ลุดวิกขมวดคิ้ว “ไม่เห็นจะอุ่นตรงไหน”
ได้ยินอย่างนั้นกิลเบิร์ตจึงจัดการดึงมือคนตรงหน้าไปอังไว้กับหน้าผากของตน รวมถึงยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆให้คนเป็นน้องได้ดูชัดๆ จะเป็นเพราะแววตาอะไรบางอย่างในตาของกิลเบิร์ตทำให้ลุดวิกรู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาเป็นพิเศษ
“นายกำลังจะมีไข้แน่ๆ เลยเวสต์ หน้าแดงเลยนะ”
“อ๊ะ นี่”
ลุดวิกดึงมือกลับจากอุ้งมือใหญ่ที่กดมือบางเข้ากับหน้าผากพลางหันหน้าไปเสียอีกทางหนึ่ง แอบสบถอุบอิบในใจตัวเองคนเดียว มันจะไรกันนักหนานะ ร่างกายบ้านี่
คนตรงหน้าเห็นท่าทีอย่างนั้นแล้วก็ยิ้มกว้าง หันไปคว้าชามข้าวต้มที่ใกล้จะเริ่มเย็นชืดข้างเตียงมาถือไว้ในมือ
“กินอีกสักหน่อยนะ นี่ไง อ้าปากสิ”
คนตัวเล็กหันมาด้วยความตกใจ ทำให้เกือบชนกับช้อนที่ตักข้าวต้มมารอไว้ใกล้ๆปาก โชคดีที่มือหนาอีกข้างยืนมามารองไว้ข้างใต้อยู่ก่อนแล้ว
“อ๊ะ ระวังหน่อยสิเวสต์” กิลเบิร์ตทำเสียงดุ จ้องหน้าลุดวิกเขม็ง “กิน”
ลุดวิกอ้าปากกินข้าวต้มในช้อนอย่างเสียไม่ได้ กิลเบิร์ตเห็นดังนั้นจึงตักข้าวต้มป้อนให้อีกห้าหกคำอย่างตั้งใจ แต่พอถึงคำที่แปดลุดวิกก็ส่งเสียงประท้วง
“พอเถอะครับ ผมกินไม่ลงแล้ว”
กิลเบิร์ตทำท่าทางเสียดายแต่ก็ยอมวางชามไว้ที่เดิม เปลี่ยนมาหยิบแก้วน้ำส่งให้ แต่ก็เปลี่ยนใจเป็นหยิบมาจ่อที่ปากคนตรงหน้าแทน
“พี่ครับ ผมถือเองได้”
แม้จะโดนประท้วงอยู่อย่างนั้นแต่ชายหนุ่มก็ไม่ฟังเสียง ลุดวิกจึงได้แต่ดื่มน้ำในแก้วตรงหน้าอย่างไม่อาจขัดขืน กระทั่งกิลเบิร์ตดึงแก้วน้ำออกไปคนตัวเล็กจึงได้ทีซุกตัวลงในผ้านวมอย่างรวดเร็ว
“เป็นอะไรอีกล่ะน่ะ หืมม์”
ร่างโปร่งหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางอย่างนั้นเกิดขึ้นกับคนเป็นน้อง เขายื่นมือไปขยี้ผมนุ่มสีทองบนศีรษะคนตรงหน้าด้วยความเอ็นดู
“นายนี่ไม่เปลี่ยนไปเลยน้า โดยเฉพาะเวลาไม่สบาย สมัยเด็กๆเคยเป็นยังไง ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น ยิ่งเรื่องกินข้าวเนี่ยต้องให้บ่นจนปากเปียกปากแฉะ”
“ไม่ว่าจะยังไง ผมก็เป็นน้องพี่อยู่ดีนี่นา”
แวบหนึ่งที่ลุดวิกเห็นแววตาของกิลเบิร์ตดูหม่นแสงลงไป แต่ชั่วขณะต่อมาก็กลับคืนมาเป็นแววตาขี้เล่นแฝงความหยิ่งทระนงตามแบบฉบับของเขาดังเดิม
“ก็เพราะนายเป็นอย่างนี้ ชั้นถึงรักนายไงเวสต์ ฮ่าฮ่าฮ่า”
มือใหญ่ยื่นมาดึงแก้มขาวของคนที่นอนอยู่อย่างรักสนิทเหมือนที่เคยทำทุกครั้งเวลาที่เขาอยากจะหยอกเย้าเด็กคนนี้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่สิบกี่ร้อยปีก็ตาม
“ผมก็รักพี่เหมือนกันครับ”
เป็นเพราะกิลเบิร์ตยิ้มตาหยี จึงทำให้ลุดวิกไม่เห็นว่า จริงๆแล้วตอนนี้แววตาของเขาเป็นอย่างไร
“ถ้าอย่างนั้น นายก็ต้องพักผ่อนเยอะๆนะเวสต์ นายติดค้างข้าวเย็นชั้นอยู่มื้อนึงจำได้ไหม”
ร่างบางอึ้ง ไม่นึกว่าพี่ชายจะมาทวงข้าวเย็นอะไรกันตอนนี้
“โอ้โห นี่พี่ยังไม่ลืมอีกเหรอ”
“ใครจะไปลืมลงกัน” กิลเบิร์ตพูดสะบัดๆ “ก็ใครกันล่ะสัญญาจะทำให้กิน แต่พอมาดูอีกทีหกคะเมนเค้เก้ลงไปกองกับพื้นซะงั้น”
ฟังดังนั้นลุดวิกก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ เพราะพูดไปเขาก็ผิดสัญญากับกิลเบิร์ตจริงๆนี่นะ
“งั้นก็ตกลง ผมจะรีบหายละกันนะ”
กิลเบิร์ตยิ้มกว้าง
“ถ้างั้นวันนี้ จนกว่านายจะหลับ ชั้นจะจับมือนายเอาไว้อย่างนี้นะ”
ไม่พูดเปล่า หากกิลเบิร์ตยังแกะมือที่จับผ้าห่มไว้แน่นของลุดวิกออกมากุมไว้
“นายจะได้ไม่มัวแต่คิดอะไรเพลินจนไม่ได้นอนไง”
ร่างโปร่งถือถาดใส่ชามข้าวต้มออกมาจากห้องและปิดประตูเบาๆไม่ให้รบกวนคนข้างในที่นอนหลับสนิท ลุดวิกในวันนี้ดูอ่อนแอยิ่งกว่าครั้งไหนๆ กิลเบิร์ตรู้ดีว่าน้องชายของเขาผ่านศึกสงครามที่หนักหนาสาหัสมาตลอดช่วงชีวิต ที่บาดเจ็บสาหัสก็หลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดที่ลุดวิกจะดูดซีดเซียวไร้กำลังได้มากเท่ากับการล้มป่วยในครั้งนี้
หากลุดวิกเป็นอะไรไป เขาคงเสียใจจนแทบคลั่ง
**************************
เวลาล่วงเข้าสู่กลางอาทิตย์ที่สามนับจากวันที่ลุดวิกล้มป่วย บัดนี้คนตัวเล็กมีอาการดีขึ้นมากแล้ว ลุดวิกจึงขอให้กิลเบิร์ตช่วยหอบเอกสารบางอย่างที่ตนจำเป็นต้องสะสางให้เสร็จขึ้นมาไว้ใกล้ๆ กิลเบิร์ตมีทีท่าอิดออดอยู่บ้างแต่ก็ยอมทำตามคำขอของน้องแต่โดยดี แต่ตลอดเวลาที่ลุดวิกนั่งอ่านเอกสารอยู่บนเตียง ร่างสูงก็จะคอยนั่งมองหรือคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆทุกครั้งไป
ไม่ใช่ว่าลุดวิกจะไม่สังเกต ตั้งแต่เขาไม่สบาย พี่ชายก็ทำตัวแปลกๆไปจากปกติ กิลเบิร์ตมักจะเข้ามาดึงแก้ม หรือแกล้งขยี้ผมของเขาให้ยุ่งเหยิงอย่างน้อยๆวันละครั้งอยู่แล้ว ธรรมดาบางครั้งการเข้ามาล็อคคอจากด้านหลังแล้วดึงเอกสารออกไปจากมือเขาบ้างเป็นเรื่องปกติมาก แต่ที่เขารู้สึกว่าช่วงหลังๆกิลเบิร์ตเริ่มเข้ามานัวเนียมากกว่าปกติ บางวันก็มานั่งหลับอยู่ข้างๆเตียงยาวไปจนเช้าบ้างล่ะ เข้ามากอดคอแล้ววางคางไว้บนศีรษะตอนกำลังพยายามใช้สมาธิกับการอ่านเอกสารบ้างล่ะ เวลาไม่มีอะไรทำก็นั่งจ้องหน้าเขาบ้างล่ะ หรือเข้ามาแอบนอนกลางวันที่ปลายเตียงบ้างล่ะ จนทำให้ลุดวิกอดคิดไม่ได้ว่า นี่พี่ชายของเขาจะทำตัวเป็นคนว่างงานตลอดกาลเหมือนไอ้บ้าอิตาลีไปอีกคนหรืออย่างไร
แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรอกนะ
แค่เพราะส่วนหนึ่งมันทำให้เขานึกถึงเรื่องในอดีตที่เคยผ่านมาเป็นร้อยๆปีแล้วนั่นแหละ
ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่มันทำให้หัวใจเขาเต้นแปลกๆในบางครั้งเลยสักนิด
ลุดวิกถือว่าตัวเองได้หายดีแล้วสบช่องที่กิลเบิร์ตจำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้านสองสามวันลุกจากเตียงมาเริ่มสะสางงานที่คั่งค้าง ร่างเล็กนั้นดูแปลกตาในชุดเครื่องแบบสีเขียวที่ดูยังไงก็ไม่เข้ากันในเมื่อเสื้อยืดตัวเล็กสีดำ กางเกงสีเขียว กับรองเท้าบู๊ตหนังนั่นเป็นของที่เอลิซาบีธาให้ยืมมา เมื่อรวมเข้ากับเสื้อนอกเครื่องแบบสีเขียวที่เขาเคยใส่เป็นประจำก็ทำให้เขาดูเหมือนเด็กที่สวมโอเวอร์โค้ตตัวยักษ์ เพราะจากอาการป่วยอันพิสดารพันลึกนั่นแท้ๆที่ไม่ใช่แค่แปลงเพศเขาไป หากแต่ความเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระก็สร้างปัญหาให้อย่างมากมาย ไม่นับรวมส่วนสูงที่เหมือนว่าจะลดลงไปกว่าเดิมถึงหนึ่งฟุตนั่นก็ทำให้ทุกอย่างดูยากลำบากไปหมด
นัยน์ตาสีฟ้าสดกวาดตาไปรอบๆห้องทำงานอย่างอ่อนอกอ่อนใจ นับจากวันสุดท้ายที่เขาเห็นมันเมื่อเกือบหนึ่งเดือนก่อนแม้จะเต็มไปด้วยเอกสาร แต่ก็ยังคงมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ต่างกับในเวลานี้ที่กลับดูรกรุงรัง เอกสารต่างๆถูกเคลื่อนย้ายไปวางไว้ที่นั่นที่นี่ทั่วห้อง ชะรอยคงจะเป็นฝีมือของกิลเบิร์ตตอนที่เขาไหว้วานให้มาหยิบเอกสารให้แน่ๆ นี่ขนาดย้ำแล้วย้ำอีกว่าของที่เขาต้องการวางอยู่เฉพาะบนโต๊ะเท่านั้นก็ยังไม่วายลงเอยด้วยสภาพแบบนี้จนได้
ร่างบางถอนหายใจเฮือก ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรงอย่างนึกรู้สึกหงุดหงิด เห็นทีว่าวันนี้คงจะต้องล้มเลิกความตั้งใจที่จะออกไปรายงานตัวกับเบื้องบนเสียแล้ว ค่อยยังชั่วหน่อยที่เจ้านายอุตสาห์มาเยี่ยมเยียนเขาถึงบ้านและได้เห็นสภาพที่เขาเป็นจึงยังพอมีข้ออ้างพอถูไถไปได้ มือบางถอดเสื้อนอกออกพาดบนพนักเก้าอี้ตัวใหญ่ที่เคยนั่งทำงาน ดวงหน้าหวานบูดบึ้งอย่างไม่รู้จะจัดการกับความรุงรังตรงหน้านี้อย่างไร แต่ก็ยื่นมือออกไปเริ่มจัดเรียงเอกสารบนโต๊ะตรงหน้าให้เป็นระเบียบด้วยความเคยชินก่อนเป็นอย่างแรก
โชคยังเข้าข้างเขาที่เอกสารกว่าครึ่งเป็นส่วนที่เขาจัดการไปจนเสร็จเรียบร้อยและเตรียมส่งต่อให้หน่วยงานต่างๆใต้การบังคับบัญชาและเป็นเอกสารส่วนมากที่สุดซึ่งกิลเบิร์ตไม่ได้ยื่นมือเข้ามาแตะ (อาจจะเพราะเห็นว่าเป็นกล่องที่ได้รับการหีบห่อเรียบร้อยแล้วก็เป็นได้) ลุดวิกจัดการขนเอกสารเหล่านั้นไปวางไว้ใกล้ๆประตูเพื่อจะได้ขนออกไปส่งให้กับผู้รับอย่างสะดวกพลางนึกถึงบรรดาลูกน้องของเขาที่คงรอคอยคำสั่งหรืออนุมัติต่างๆตาละห้อย หรือคิดอีกที พวกนั้นอาจจะได้สนุกสนานเฮฮาสุดๆในช่วงที่เขาไม่อยู่เพราะไม่มีใครคอยนั่งจ้องเขม็งเป็นการบังคับกลายๆให้ทำงานก็ได้ คิดเช่นนี้ร่างบางก็ยิ้มมุมปากพลางจัดเอกสารกล่องเล็กที่อยู่บนสุดของกองทั้งหมดให้เข้าที่ก่อนจะปาดเหงื่อ ไม่น่าเชื่อว่าทำงานแค่นี้จะเผาผลาญแรงเขาได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ เทียบกับตัวเขาเมื่อก่อนแล้วการทำงานขนาดนี้ยังไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยได้ด้วยซ้ำไป
กลับมาที่โต๊ะทำงาน เมื่อลงมือคัดแยกเอกสารที่ได้จัดการเพิ่มเติมในช่วงที่ได้แต่ถูกกิลเบิร์ตบังคับให้นอนอยู่แต่บนเตียงก็พบว่าเหลืองานที่เขาต้องจัดการอีกสองกล่องกว่าๆเท่านั้น ความคิดนี้พอให้รู้สึกสบายใจได้เปลาะหนึ่ง แต่เมื่อคิดถึงปริมาณงานที่ได้รับเพิ่มอีกในช่วงที่เขาล้มป่วยอยู่นั้นก็พาลพาให้รู้สึกท้อแท้ขึ้นมาอีกรอบ ลุดวิกทำท่าจะฟุบลงกับโต๊ะตรงหน้าด้วยหวังจะพักสักครู่แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อมีเสียงกดกริ่งดังขึ้น
ลุดวิกเบิกตากว้าง ใครกันนะที่มาหาตอนนี้
คนตัวเล็กรีบเดินไปที่ประตูหน้าบ้าน แต่ด้วยความพยายามที่ไร้ผลก็ทำให้ลุดวิกยืดตัวขึ้นไปไม่ถึงช่องแอบมอง ใบหน้าขาวเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์และไม่รู้จะทำอย่างไร เสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้งในขณะที่ลุดวิกกำลังคิดว่าจะเปิดดีหรือไม่เปิดดีอยู่นั้นเอง แต่ในขณะที่ยืนลังเลอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงพูดคุยที่คุ้นเคย ทำให้คนที่ยืนอยู่ตัดสินใจเปิดประตูออกไปทันที
“พะ พวกนาย....”
“อ๊ะ น่ารักจังเลยยยยย~~”
เจ้าของเสียงทักทายเช่นนี้นอกจากเฟลิเซียโน่แล้วก็คงไม่ใช่ใครที่ไหน ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีฟ้าละความสนใจจากคู่สนทนาหันมาทางเขา
“นี่ๆ เธอเป็นใครกันน่ะ~ อ๊ะ ตัวเล็กกว่าน้องสาวของสวิสเซอร์แลนด์อีกนี่นา~” ไม่พูดเปล่า มือยังขยับไปมาเพื่อวัดความสูงของเขาอีกด้วย
“เฟลิเซียโน่ นายทำอะไรของนาย”
“หวา คิคุ ทำไมเด็กคนนี้ดุเหมือนลุดวิกเลยอ่า~~”
หนุ่มอิตาลีถอยไปข้างหลังเมื่อลุดวิกเผลอขึ้นเสียงใส่เหมือนกับที่เคยทำเป็นปกติ ต่างกับบุรุษในชุดขาวข้างๆ คิคุผงกหัวให้เล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ รู้เรื่องจากคุณโรเดริคแล้วล่ะครับ ว่าแต่ทำอีท่าไหนถึงกลายเป็นแบบนี้ได้ล่ะครับ คุณลุดวิก”
เฟลิเซียโน่ทำท่าช็อคค้างเหมือนเห็นอะไรสักอย่างที่อยู่รอบตัวอังกฤษ
หลังจากการทักทายและทำให้เฟลิเซียโน่หยุดอ้าปากค้างได้แล้วนั้น ลุดวิกก็เหมือนพึ่งรู้ตัวว่ากำลังคุยกันอยู่ที่หน้าประตูบ้านจึงเชิญทั้งสองให้เข้ามาคุยกันข้างใน ระหว่างทางที่ผู้มาเยี่ยมเยือนทั้งสองเดินตามเข้ามาก็ทำหน้าเหมือนอึ้งๆกับสภาพภายในบ้าน ลุดวิกเองก็ทำหน้าปลงๆ เพราะความที่คนทำความสะอาดอย่างเขาล้มหมอนนอนเสื่อไปเสียเกือบเดือน แม้ว่าจะได้เอลิซาบีธาปลีกตัวมาช่วยบ้างในบางครั้งก็ตาม คนตัวเล็กเดินเลี้ยวเข้าห้องทำงานก่อนเชื้อเชิญให้ทั้งสองนั่งลงที่โซฟาชุดเล็กภายในห้อง
“ขอโทษนะ ห้องนี้อาจจะดูรกแล้วก็ฝุ่นเยอะไปหน่อย เพราะชั้นก็ไม่ได้เข้ามาใช้ตั้งเดือน แต่ตรงนี้ชั้นก็เช็ดทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วล่ะนะ” ลุดวิกบอกพลางนึกในใจถึงโซฟาชุดใหญ่ในห้องรับแขกที่อาจถูกกิลเบิร์ตยึดเป็นที่นอนดูทีวีมาตลอดหนึ่งเดือน และเขาก็ไม่แน่ใจเสียด้วยว่ากิลเบิร์ตจะเก็บของจนเรียบร้อยหรือปล่อยให้ของต่างๆวางกองสุมกัน ซึ่งจากสมมุติฐานแล้วเขาว่ามันน่าจะเป็นข้อหลังเสียมากกว่า
ลุดวิกเดินออกจากห้องเพื่อไปเตรียมน้ำดื่มมาต้อนรับตามประสาเจ้าบ้านที่ดี ก่อนจะกลับมานั่งสนทนากันในห้อง ซึ่งหัวข้อส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับเรื่องที่เขาไม่สบาย รวมถึงอาการป่วยที่พิลึกพิลั่นนี่ เฟลิเซียโน่จ้องเขาไม่ว่างตาจนคนตัวเล็กต้องเอ็ดเข้าอีกทีหนึ่ง ทำให้หนุ่มอิตาเลี่ยนทำคอหดแต่ก็ไม่วายจะพูดอุบอิบว่า “ก็ลุดวิกเป็นแบบนี้แล้วดูน่ารักดีอ่ะ~”
การมาเยี่ยมเยือนของคิคุและเฟลิเซียโน่นั้นทำให้เขาได้รู้เรื่องน่าแปลกใจเพิ่มขึ้นหนึ่งเรื่อง เรื่องที่ว่าสองคนนี้ที่น่าจะมาเยี่ยมเขาก่อนใครนั้น ต่างต้องพากันถอยทัพกลับไปด้วยฝีมือของกิลเบิร์ต
คนตัวเล็กทำตาโตเมื่อเพื่อนทั้งสองคนเล่าให้ฟัง พวกเขารีบรุดมาที่บ้านหลังนี้ทันทีที่ได้ทราบข่าว แต่กลับถูกกิลเบิร์ตตีหน้ายักษ์ใส่รวมถึงออกปากไล่ทั้งคิคุและเฟลิเซียโน่กลับด้วยข้ออ้างแปลกๆที่ว่า ‘เดี๋ยวเวสต์เจอหน้าพวกนายแล้วจะไข้กลับอีก’
ทั้งสองคนไม่รู้จะทำยังไง ด้วยความเป็นห่วงจากอาการที่โรเดริคได้เล่าให้ฟังทางโทรศัพท์ ทำให้รู้สึกว่าต้องมาเยี่ยมด้วยตัวเอง แต่เมื่อเจอพี่ชายของคนป่วยออกปากกันท่าเช่นนั้น คิคุเลยออกอุบายกับเฟลิเซียโน่ว่าจะมาเยี่ยมในวันที่กิลเบิร์ตไม่อยู่บ้าน ในที่สุดจึงได้เจอกับลุดวิกสมใจ
“คุณกิลเบิร์ตน่ากลัว~ เค้าน่ะยอมยกธงขาวให้เลยล่ะ” หนุ่มอิตาลีว่าอย่างนั้น
คิคุกับเฟลิเซียโน่อยู่คุยอีกไม่นานก็ขอตัวกลับ ทั้งสองกำชับให้ลุดวิกพักผ่อนให้มากๆ แต่ในขณะที่ร่ำลากันเสร็จสิ้น เฟลิเซียโน่ก็ดึงตัวเขาเข้ามากอดจากด้านหลัง ลุดวิกที่ยังไม่ทันตั้งตัวร้องอุทานอย่างตกใจ
“อะ เฮ้ย ปล่อยนะ!”
“โหย นุ่มอ่า~ไม่บอกไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าเป็นลุดวิก เคยตัวใหญ่ขนาดนั้นแท้ๆ”
“ปล่อยนะเจ้าบ้า! บอกให้ปล่อย!”
เฟลิเซียโน่ยังไม่ยอมปล่อย ในขณะที่คิคุอ้าปากค้าง ส่วนคนตัวเล็กกว่าในอ้อมแขนก็ดิ้นขลุกขลัก แต่ก็ไม่สามารถทำให้วงแขนนั้นคลายแรงกอดไปได้
“ผมนายนุ่มเหมือนขนลูกหมาเลยอ่ะ~”
หนุ่มอิตาเลี่ยนขยี้ผมเขาจนยุ่งพลางกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะปล่อยคนตัวเล็กให้ออกมายืนหอบ ใบหน้าขึ้นสีแดงแปร๊ด เฟลิเซียโน่ออกวิ่งหนีไป ก่อนหันมาตะโกนบอกว่า
“ถ้าไม่ติดว่านายเคยเป็นผู้ชาย เค้าแอบรักไปแล้วนะเนี่ย”
ลุดวิกยืนตัวแข็งอยู่กับที่ ส่วนคิคุผงกหัวเร็วๆเป็นการร่ำลาอีกครั้งก่อนวิ่งตามเฟลิเซียโน่ไปอีกคน
************************************************
กิลเบิร์ตที่พึ่งกลับมาถึงตกใจมากที่เห็นลุดวิกเดินไปเดินมาในบ้าน คนตัวสูงปล่อยข้าวของที่ถือมาหล่นกระจายลงกับพื้นเมื่อเห็นคนเป็นน้องกำลังยืนถือจานอยู่ในครัว ขณะเดียวกันก็ยืนคุยกับเอลิซาบีธาไปด้วย
“เวสต์! นายลงมาทำอะไรที่นี่เนี่ย นายยังไม่หายดีนะ”
ลุดวิกตกใจที่จู่ๆพี่ชายก็กระโดดเข้าใส่โดย(เกือบจะ)ไม่ให้สุ้มให้เสียงจนเกือบทำจานหลุดมือ ยังไม่ทันจะหันกลับมาเผชิญหน้าก็โดนมือใหญ่จับตัวให้หันไปหาเรียบร้อย
“ทำไมนายไม่นอนอยู่ในห้องห๊ะ”
“ผมหายแล้วนะพี่ อีกอย่างบ้านเราก็จะปล่อยให้มันรกแบบนี้อีกไม่ได้แล้วนะ”
“แต่ชั้นยังไม่ได้อนุญาตให้นายลุกจากเตียง เข้าใจมั้ย”
“ไม่เข้าใจ” คนตัวเล็กกว่าทำปากยื่น
“แต่ชั้นเป็นห่วงนายนะเวสต์”
“ผมไม่ได้รู้สึกไม่สบายแล้วนะครับ ถ้าไม่ได้ขยับตัวบ้างนี่สิจะพาลทำให้ผมป่วยอีกน่ะสิ”
“แต่” กิลเบิร์ตทำท่าอยากจะพูดอะไร แต่คนตรงหน้าก็สวนต่อมาว่า “ เรื่องที่พี่ไม่ดูแลบ้านเลยเนี่ยมันก็จะยิ่งทำให้ผมรู้สึกไม่สบายครับ”
ประโยคสุดท้ายทำให้คนตัวโตหุบปากเงียบสนิท ด้านเอลิซาบีธาที่นั่งเป็นเพื่อนคุยกับลุดวิกอยู่ก่อนหน้าจึงขอตัวกลับ อ้างว่ายังมีงานค้างอยู่ ปล่อยสองพี่น้องให้อยู่ด้วยกันเงียบๆ
ลุดวิกถอนหายใจยาวพลางวางจานที่ถืออยู่ลงกับโต๊ะ ปรายตาไปทางข้าวของที่กองอยู่บนพื้นเป็นความหมายว่า ‘เก็บซะ’ กิลเบิร์ตจึงทำตามคำสั่งนั้นแต่โดยดี แต่แทนที่จะเอาของไปเก็บใส่ตู้ให้เรียบร้อยกลับทำเพียงแค่เก็บใส่ถุงมาวางกองไว้บนโต๊ะ ส่วนตัวเองก็ลากเก้าอี้ออกมานั่งปุ๊กลงไป
เมื่อคนตัวเล็กหันกลับมาจากการหยิบจานเพิ่มก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อเห็นนัยน์ตาสีทับทิมของคนเป็นพี่จ้องเป๋งมาที่เขา
“จ้องอะไรกันครับ แล้วใจคอพี่จะกองข้าวของที่หอบมานี่ไว้อย่างนี้เหรอ”
“ก็ ก็นอกจากพวกของสดในตู้เย็นแล้ว ชั้นไม่รู้ว่าปกตินายเก็บมันไว้ไหนนี่”
คนตัวโตกว่าตอบเสียงอ่อย ลุดวิกจึงส่ายหัวนิดๆอย่างอ่อนใจ
“ถ้างั้นผมเก็บเองก็ได้”
มือเล็กคว้าข้าวของตรงหน้าไปเก็บตามตู้ต่างๆอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานข้าวของกองโตบนโต๊ะก็เหลือเพียงสองสามถุง อันได้แก่พวกของแห้ง กับถุงอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนถุงแป้งกับเครื่องเทศที่ลุดวิกเห็นก็ส่ายหัวด้วยไม่เข้าใจว่าพี่ชายไปซื้อของอย่างนี้มาเพื่ออะไร
คนตัวเล็กหอบถุงสองสามถุงนั้นมาที่หน้าตู้ใบหนึ่ง เพื่อพบกับปัญหาที่ว่า ตัวเขาตอนนี้เอื้อมไม่ถึงประตูตู้น็อคดาวน์สูงที่เคยเอื้อมมือปิดเปิดอย่างสบายๆมาตลอดเสียแล้ว
ลุดวิกสบถอุบอิบ มือข้างหนึ่งที่หนีบถุงของแห้งไว้ในอุ้งมือพยายามยืดมือขึ้นไปให้ถึงมือจับประตู ส่วนอีกข้างเท้าเอาไว้กับเคาท์เตอร์ด้านล่างก็ยังไม่ช่วยให้ถึง หลังจากความพยายามสี่ห้าครั้งที่เป็นอันจั่วลมไปเสียหมด คนตัวเล็กก็คิดเปลี่ยนใจมาใช้วิธีกระโดดแทน แต่ในการลองครั้งที่หกก่อนที่จะเปลี่ยนวิธีการนั่นเอง โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว จู่ๆกิลเบิร์ตก็เข้ามายืนอยู่ข้างหลัง
“เก็บไม่ถึงก็ไม่บอก”
น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นทำให้ลุดวิกสะดุ้งที่กิลเบิร์ตเข้ามายืนข้างหลังได้อย่างเงียบกริบ แต่ตกใจยิ่งกว่าเมื่อมือใหญ่ที่ยื่นไปเปิดตู้สูงนั้นหดลงมาทาบทับกับมือเล็กที่ยังยื่นค้างอยู่กลางอากาศอย่างแผ่วเบา จับให้ลดลงมาวางข้างล่าง ในขณะที่มืออีกข้างก็ปลดถุงออกจากอุ้งมือ นำเข้าไปเก็บในตู้อย่างเงียบเชียบ ก่อนมือที่ว่างลงจะถูกนำมาวางไว้บนไหล่เล็กๆของคนตรงหน้าอีกครั้ง
ความรู้สึกที่ทั้งศีรษะและแผ่นหลังทาบไปกับแผ่นอกกว้างของคนข้างหลัง เท่านี้ก็ทำให้คนตัวเล็กใจเต้นไม่เป็นส่ำ ใบหน้าขึ้นสีเข้มจนกระทั่งถึงใบหู ไม่ใช่ว่ากิลเบิร์ตไม่เคยทำอะไรคล้ายๆกันนี้ หากแต่ก็ไม่เคยทำถึงขนาดนี้ มันทำให้คนตัวเล็กรู้สึกรับมือไม่ถูก
เมื่อถุงที่เหลือถูกเก็บเข้าตู้เรียบร้อย กิลเบิร์ตก็ลดมือมาวางที่ไหล่อีกข้างหนึ่ง ใบหน้าที่แฝงรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาก็ลดลงมากระซิบข้างหูคนตัวเล็กเบาๆ
“ไหน ถ้าหายดีแล้ววันนี้จะมีอะไรให้กิน”
“บ้า!”
ร่างเล็กแหว หันขวับมาเผชิญหน้าร่างสูง ก่อนชะงักเมื่อใบหน้าของตนอยู่ห่างจากหน้าของกิลเบิร์ตไม่ถึงคืบ นัยน์ตาสีทับทิมตรงหน้าจ้องเป๋งเข้ามา ก่อนเจ้าของจะเอ่ยล้อๆขึ้น
“หน้าแดงขนาดนี้น่ะแน่ใจว่าหายดีแล้ว”
เมื่อเห็นคนตรงหน้าไม่ตอบ กิลเบิร์ตจึงแกล้งเอาหน้าผากไปชนกับของอีกฝ่ายแล้วส่ายหน้าอย่างหมั่นเขี้ยวก่อนจะถอยออกมายืนหัวเราะเสียงดัง ลุดวิกที่พึ่งหายอึ้งจึงได้แต่แว้ดกลับมาว่า
“จะกินอะไรก็ช่วยทำด้วยแล้วกัน!”
ขาดคำร่างบางก็หันกลับไปทางเดิมอย่างรวดเร็ว มือเล็กทาบไปที่อกข้างซ้ายที่ยังรู้สึกได้ว่าอวัยะข้างในยังคงสั่นระรัว
ถ้าถูกปล่อยช้ากว่านี้สักนิดหนึ่ง มีหวังหัวใจคงออกมาเต้นข้างนอกแน่
***************************************
TBC....
สนใจติดตามตอนต่อไป (ตอนจบนั่นล่ะ) ของจะปล่อยในวันเกิด จขบ.ค่ะ
รับรองไม่นานเกินรอถึง24ชั่วโมง แน่นอน
ปอลิง. หลายคนคงงงแน่ๆ โดยเฉพาะถ้าเคยติดตามบล็อคยูอยู่แล้ว
อยู่ๆก็มาปล่อยของaph ซะงั้น
เค้าไม่ได้พึ่งโฮกนะ แต่เค้าไม่ค่อยได้เข้าเอ็กซ์ทีนตะหาก
(//me โดนเท้าปริศนารุม ฮา)
ปอลอ. ทำไมเปลี่ยนอวาตาร์ไม่ได้หนอ จำกัดว่าต้องอัพขนาด64x64หรือ?
แต่รูปอีโตะเรามันใหญ่กว่านั้นชาติเศษนี่นา
ทำไมล่ะเนี่ย ง๊ง!!











